วันพฤหัสบดีที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

International ICT Volunteers 2014 - Siem Reap,Cambodia


          เป็นอีกครั้งที่ผมได้รับโอกาสดีๆจากพี่ๆ สหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ International Telecommunication Union (ITU) จากโครงการ  NBTC ITU Volunteers 2014 (NIV2014) ที่ผมได้เคยเข้าร่วมไปแล้วครับ ซึ่งการเดินทางครั้งนี้จุดประสงค์หลักที่ให้ไปคือให้ไปดูงานกิจกรรมของอาสาสมัครเกาหลี  International ICT Volunteers 2014 (IIV2014) ระหว่างวันที่ 22 ถึง 24 สิงหาคม 2557  ที่จังหวัดเสียมราฐ ประเทศกัมพูชา (มีพาไปเยี่ยมชมนครวัดด้วย อิอิ)

          การเดิมทางของผม ก็เดินทางจากสนามบินสนามบินหาดใหญ่ < (Thai smile)  > สนามบินสุวรรณภูมิ  <  (Bangkok Airways) >  สนามบินเสียมเรียบ-กัมพูชา รวมเวลาเดินทางประมาณ 3hr. (เลิกเรียนเสร็จก็รีบไปขึ้นเครื่องเลยฮะ 555) อ้อ กัมพูชาในเงินสกุลดอลล่าร์น่ะครับ แนะนำว่าแลกที่สนามบินไว้ก่อนเลยจะสะดวกมาก

Bangkok Airways Lounge.
ATR-72 Suvarnabhumi - Siem Reap Angkor



         พอลงเครื่องเสร็จ ผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองมา ก็ออกมาได้เลยครับ แต่ก่อนออกมาตรงทางออก ก็จะมีบู๊ทจากค่ายมือถือหลายๆค่ายเลยครับ มาตั้งบู๊ทขาย SimCard โปรนี่ติดหน้าบู๊ทชนิดที่ว่าใครไม่ยอมใครกันเลยทีเดียว ซึ่งผมก็จัดมา Sim นึงของค่า qb จะบอกว่าแมร่งกากมาก ตอนใช้ที่สนามบินนี่ดีน่ะ พอออกมาอยากจะกราบบ สัญญาห่วยจริงๆ เน็ตก็ติดๆดับๆ ไปนครวัดก็ไม่มีคลื่นเลย สรุปจะอัพอะไรต้องพึ่ง WiFi โรงแรม เหอะๆ

Siem Reap Angkor Airport - Angkor Paradise Hotel - Angkor Wat

        แล้วพี่ๆก็มารับ ซึ่งจากสนามบินไปโรงแรมแปปเดียวเองครับ โดยโรงแรมที่จัดงานครั้งนี้คือ Angkor Paradise Hotel  มาถึงก็จัดการพักผ่อนเลย 5555  ก็ออกแว๊บๆไปหาของกินอะไรเล็กๆน้อยๆแถวหน้าโรมแรม ราคาก็ใช้ได้ครับ อาหารตามสั่งแถวๆนั้นประมาณ 2-4 ดอล ก็เลือกทานได้ตามสะดวก ถ้าถามว่าอร่อยไหม ก็เฉยๆน่ะ ><

Angkor Paradise Hotel
ตื่นมาเช้าๆ นั่งดูวิวริมระเบียง

       ก็มาถึงกิจกรรมกันบ้าง พิธีเปิดเป็นไปอย่างเรียบง่าย กล่าวต้อนรับโดยทางหน่วยงานรัฐบาลกัมพูชา National Institute of Posts,Telecommunications and Information Communication Technology (NIPTICT) ประมาณ กสทช.บ้านเรา แล้วก็จากทางฝั่งเราเอง International Telecommunication Union (ITU) โดยครั้งนี้ก็มีหน่วยงานรัฐบาลมาเลเซียมาดูด้วย บรรยากาศการเสนอแต่ล่ะทีมก็เหมือนกับโครงการ NIV2014 เราเลยครับ พูดเนื้อหาเกี่ยวกับไปทำอะไรมาบ้างตลอดระยะเวลาที่ลงพื้นที่ แล้วก็ทำวีดีโอให้ดูด้วย กลุ่มล่ะหนึ่งคลิป แต่ล่ะกลุ่มก็มีงานมากน้อยกันไปตามความสามารถ จะเล่าต่อก็ลืมแล้ว นานเกินน ==" จำได้ว่ามีเรื่องที่ชอบหลายๆเรื่องเลยในการนำเสนอ บางอย่างที่เขาทำมันดูน่าสนใจดี นึกขึ้นได้เรื่องนึงล่ะ เรื่องทำอาหาร รู้สึกว่ามันเป็นอะไรที่เจ๋งดีแฮะ แต่อยากจะบอกว่ากลุ่มผมตอนไปอาสาฯที่เชียงใหม่ก็มีทำน่ะ เพื่อนในกลุ่มลุยทำอาหารเอง เป็นการขอบคุณเจ้าของบ้านที่ให้พวกเราไปพักกัน เพื่อนในกลุ่มก็ทำไป ส่วนผมรอกิน only (แลดูชั่วร้าย) 55555




       แต่ก็มีเซอร์ไพร้โดยที่ไม่รู้เรื่องเลยคือ ต้องพูดนำเสนอเล็กๆน้อยๆกับกิจกรรมที่ทำมา เอาล่ะเว้ยย งานเข้า ยิ่งโง่ๆอิ้งอยู่ด้วย น้ำตาจิไหล TT สุดท้ายก็พูดไม่ออกจริงๆ พูดผิดๆถูกๆ เอาปี๊บคุมหัวเลย =="

มากับกี้ เพื่อน NIV2014 อีกกลุ่มนึง 5555
กลุ่ม Togetter มาตัวคนเดียว เปล่าเปลี่ยวหัวใจ อิอิ


         จากนั้นตอนกลางคืนก็ได้เวลาไปแว๊นแล้ว อิอิ ก็ไป Angkor Night Market จากโรงแรมที่พักไปตลาดก็ไม่ไกลมากน่ะครับ (ตอนแรกไม่รู้หลอก แต่พี่เขาบอก) ก็เลยเลือกที่จะเดินไป เอาเข้าจริงไกลเหมือนกันเว้ย 55555 แต่ก็ดีตรงได้เดินดูเมือง ดูนั้นนู่นี่ตามใจชอบด้วยย อยากซื้ออะไรก็แวะดูได้

Angkor Night Market Street, Krong Siem Reap
          ก็เดินดูเรื่อยๆฮะ ไม่ค่อยมีอะไรมากน่ะ แต่เดินดูนั่นดูนี่ได้เรื่อยๆ ถ้าจะซื้ออะไรแนะนำว่าถามราคาหลายๆร้านเปรียบเทียบราคาเอาล่ะกันครับ ก็แม่ค้าเหมือนบ้านเรานี่แหล่ะ เห็นนักท่องเที่ยวต่างชาติก็ขึ้นราคาสักนิด ระวังของแบรนเนมด้วย ถูกมากๆระวังของปลอมน่ะครับ  หลังจากเดินจนเหนื่อยก็แวะจิบเบียร์เย็นๆสักนิดให้หายเหนื่อย จากนั้นเดิมข้ามไปดูอีกฝั่งนึง ผมจำชื่อไม่ได้ล่ะ จะเป็นพวกรวมร้านขายของประติมากรรมทั้งหลาย เยอะมากก วาดรูปขายให้ดูสดๆเลยก็มีฮะ คนชอบศิลปะนี่คงโดนใจแน่ๆ

Magic Stick Ice Cream
PUB STREET

พี่ศลเลี้ยงอีกแล้วว
anchor 
soju is good. ขโมยรูปมาจากพี่ศล อิอิ

            ปิดท้ายคืนนี้ด้วยการแวะดูของฝาก สุดท้ายมาจบลงที่ soju ครับ ซื้อหิ้วกลับบ้านไปฝากเพื่อนๆหลายขวดเลย แต่ถึงแล้วจะเหลือกี่ขวดไปฝากนี่ค่อยว่ากัน 5555

            จากนั้นรุ่งขึ้น ก็ถึงคิวไปเที่ยวนครวัด (Angkor Wat) ล่ะฮับบบ (สิ่งมหัศจรรย์ อันดับ 7 ของโลก) โดยมีพี่ไกด์ พูดไทยได้บ้าง แต่อังกฤษซะส่วนใหญ่ นั่งรถตู้มารับถึงหน้าโรงแรมเลย เรานัดกันไปตอนตี 5 เพราะจะไปดูพระอาทิตย์ขึ้น ก็ไปถึงก็พอดีเลยครับ กว่าขับรถไปถึง กว่าไปซื้อตั๋วเข้า กว่าเดินเข้าไป ก็พระอาทิตย์ขึ้นพอดี ราคาตั๋วเข้าไปชม (Aangkor Pass)  20$ ครับ จะมีการถ่ายรูปเราลงบัตรด้วย เก๋ไก๋ไฮโซเจงๆ

เช้าค่ำอยู่เลย แต่คนเยอะมากก
Aangkor Pass

พระอาทิย์จะขึ้นแล้ว



ความพิเศษของเสานี้คือ อักษรที่เขียนจะเป็นภาษาไทย แต่ผมอ่านออกไม่หมด ไกด์ถามใหญ่เลยอ่านว่าอะไร 555






เที่ยงแล้ว ออกมาหาอะไรทาน

         หลังจากเดินทั้งวันช่วงเช้าแล้วก็ออกมาทานอาหารเที่ยง เมื่อทานเสร็จก็ไปต่อกันที่ ปราสาทตาพรหม (Ta Prohm) มีต้นไม้สูงเยอะมาก งอกมาจากปราสาท ไม่ค่อยร้อนแฮะ เดินได้สบายชิวๆครับ

ปราสาทตาพรหม (Ta Prohm)



          จากนั้นก็ไปต่อกันที่นครธม (Angkor Thom) มี Lankmark เยอะเลยครับในนครนี้ ที่ผมชอบสุดคงเป็น ปราสาทบาปวน (Baphuon) แลดูอลังการงานสร้าง สวยมากจริงๆ ชอบตรงที่ถ้าขึ้นไปยอดจะปราสาท จะมองวิวได้รอบๆ แต่ทางขึ้นชันไปหน่อย ไม่เหมาะกับผู้สูงอายุน่ะครับนี่พูดเลย ผมก็เหนื่อยแทบตายกว่าขึ้นไปถึง แถมตอนลงสูงมาก เสียวอีก TT









             ก็ขอจบเพียงแค่นี้ ดองมานาน ได้เขียนเสร็จซะที ยังเหลือตอนลงพื้นที่เชียงใหม่เนี่ย ไม่รู้จะเสร็จตอนไหน รูปหายหมดแล้ว 5555 ครั้งนี้ที่เฟลมากคือ ลืมเอากล้องไป ถ่ายกับ Moto-G ก็ได้แค่นี้ล่ะ น้ำตาจิไหล
            สุดท้ายนี้ขอบคุณพี่บิว พี่ศล และพี่โอ๊ตสุดหล่อ จาก ITU ที่ดูแลพวกเราเป็นอย่างดีตั้งแต่ไปจนกลับ เรียกได้ว่าอิ่มท้อง อิ่มกาย อิ่มใจ ตลอดงานเลย ขอบคุณมากๆครับ :)




วันอังคารที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

ลงตัวมาก หนังทรงคุณค่าแก่การดู ‪#‎คีตราชนิพนธ์‬ มาครบทุกอารมรณ์

      วันนี้ฤกษ์งามยามดี พอสอบเสร็จก็รีบทานข้าวแล้วก็แวะไปเมเจอร์เลย ดีที่ผมจองในเว็บไว้ก่อน พอไปถึงก็ลงทะเบียนรับตั๋วหนังได้เลย ไม่ต้องต่อแถวรอนาน แถมยังแถม CD เพลงด้วยอีกหนึ่งแผ่น จะบอกว่าคนมาเต็มมาก ไม่นึกน่ะว่าจะมีคนสนใจด้วยแฮะ
      ถ้าถามว่าทำไมอยากดู ไม่รู้ดิ คงประมาณสอบเสร็จอยากคลายเคียสด้วย เทลเลอร์ผมก็ไม่ได้ดูเลยน่ะว่าเป็นไง แต่ก็เอาเถอะมนคงน่าจะมีอะไรน่าสนใจบ้างเลยแวะไปดูสักนิด ผมว่าเรื่องนี้คนส่วนใหญ่อาจมองแค่ว่าคงเป็นหนังน่าเบื่อ ไม่มีอะไรหลอก ไม่ก็น่าจะเกี่ยวกับละครเพลงอะไรเนี่ย ผมก็มองแบบนั้น เพราะดูจากชื่อเรื่องมันพาไปประมาณนั้น แต่พอดูเสร็จผิดคาดไปหน่อย (ที่จริงเยอะแหล่ะ 555) เป็นหนังที่ผู้กำกับได้รับแรงบรรดาลใจจากเพลงพระราชนิพนธ์ของพ่อหลวงเรานี่แหล่ะ แต่ทำออกมาเป็นหนังสั้น ทั้งหมด 4 เรื่อง 4 ผู้กำกับ ซึ่งแต่ล่ะเรื่องก็มีความเป็นเฉพาะตัวของของมันออกไป วันนี้ก็มารีวิวสั้นๆขอเก็บความประทับใจไว้สักหน่อย

ผมชมที่ Hatyai Cineplex

        เรื่องที่ 1 The Singers  เป็นเรื่องของความรู้สึกของคนคนนึงที่ต้องสูญเสียสิ่งที่ตัวเองรัก กับคนที่พยายามรักษาสิ่งที่ตัวเองรัก
        สำหรับผมเรื่องนี้เป็นหนังอารมณ์เบาๆ อินโทรเปิดเรื่อง ไม่ค่อยมีอะไรมาก เนื้อเรื่องเสพง่ายๆรงไปตรงมาและไม่มีอะไรที่ซับซ้อนเลย


(Spoil)
      เป็นการเล่าเรื่องที่คนๆนึง ชื่อเป้า ที่เป็นมะเร็งทำให้สูญเสียการร้องเพลง แล้วก็หนีมาอยู่วัด จนมาเจอยายหลานคู่นึง  หลานเป็นโรคไต ส่วนยายเงินร้องเพลงเพราะมาก แต่ร้องให้หลานฟังคนเดียว เพราะตอนวันสาวไปร้องเพลงแล้วเป็นลมต่อหน้าคนเยอะๆ เลยฝังใจไม่กล้าอีก ช่วงนั้นมีประกวดร้องเพลงพอดี ยายเป้าเลยคะยั้นคะยอให้ยายเงินไปประกวดร้องเพลงะให้ได้ เพื่อเอาเงินมารักษาหลาน
 
 

      เรื่องที่ 2 อมยิ้ม บางทีการที่คนๆนึงไม่แสดงออกทางสีหน้า ท่าทาง ก็ใช่ว่าไม่รู้สึก ไม่ใช่ไม่คิดอะไรจริงๆ
      ผมว่าเรื่องนี้คงโดนใจวัยรุ่นแน่ๆ ผมยังชอบเลย เป็นเรื่องราวของเด็กหนุ่มคนหนึ่ง ที่อยู่ในโรงเรียน เขาไม่แสดงสีอารมณ์อารมณ์อะไรเลย จนเป็นตัวตลกของเพื่อนๆ โดนล้อโดนกระทำสาระพัด และได้มาเจอดาว ยิ้มหวานมาก ผมยังชอบเลย อิอิ ที่กำลังหาคนแสดงละครด้วย แล้วทั้งคู่ก็ได้แสดงล่ะครกัน จากนั้นก็มีเรื่องตามมามากมาย ....

ก้อง: เราจะกลับมารักกันได้มั้ย?
ดาว: ผมจะกลับไปรักคุณได้ยังไง ในเมื่อผมไม่เคยหยุดรักคุณเลย    
       
       ตอนจบยัดคำคม ทั้งๆที่ผมว่าไม่ค่อยเข้าน่ะ แต่ก็โดนดี มันช่วยให้ฉุดคิดอะไรขึ้นมาได้สักหน่อย ประมาณว่า  "ที่ผ่านมาเรากล้าที่จะโกรธกัน กล้าที่จะแสดงความเกลียดที่มีต่อกัน กล้าที่จะทะเลาะกัน แต่กลับไม่กล้าที่จะยิ้มและบอกรักให้กัน"

"เรา" รู้สึกรำคาญ คนที่เดินอยู่ข้างหน้าเราแบบเอื่อยๆ แต่เราไม่รู้หรอกว่าเขาพึ่งจะสอบตกมา
"เรา"รู้สึกไม่ชอบอาจารย์ที่เอาแต่หัวเราะร่าเริงไปวันๆ แต่เราไม่รู้หรอกว่าเขาเป็นมะเร็ง
"เรา"บีบแตร์ใส่คนที่กำลังข้ามถนนแบบ กระตุกกระตัก แต่เราไม่รู้หรอกว่าเขาใส่ขาเทียมอยู่ 

        คุณอาจจะรู้ว่าคุณกำลังเผชิญกับอะไร แต่คุณไม่รู้หรอกว่าคนข้างๆเขาเผชิญกับอะไรมา



(Spoil)
     ก้องเป็นเด็กพิเศษ แต่สบายดี ที่ไม่สามารถแสดงอารมณ์ทางสีหน้าได้ มีความสุขก็ยิ้มไม่ได้ เศร้าก็ร้องไห้ไม่ได้ และสุดท้ายเป็นดาวที่ใช้ใจสัมผัสจึงได้เห็นอารมณ์ของเขา
 



        เรื่องที่ 3 ฝนตกที่ห้วยขาแข้ง ผมว่าพีคสุดและทำออกมาดีสุด และชัดเจนสุดจนไม่ต้องพูดอะไรเลย
       เรื่องนี้นักแสดงเอาอยู่จริงๆ ผมรู้สึกว่าเขาคือคุณสืบ แสดงได้ออกมาดีมากๆ บวกกับโปรดักชั่นที่โอเครมัน ทุกอย่างมันลงตัว เป็นการเล่าเรื่องของคุณสืบ นาคะเสถียร เปิดฉากมาด้วยการไปช่วยเหลือสัตว์ที่กำลังจะตายจากการสร้างแก่งเชียวหลาน จากนั้นต่อสู้ป้องกันจนไม่สร้างเขื่อนน้ำโจนได้สำเร็จ และได้อาสาไปทำงานที่ห้วยขาแข้ง แต่ด้วยอิทธิพลของคนในพื้นที่ การคอรัปชั่นของคนในรัฐบาลรวมถึงลูกน้องของคุณสืบเอง และการเสียชีวิตของลูกน้องคุณสืบจากโจรบุกรุกป่า จนทำให้คุณสืบเห็นแล้วว่า คงไม่สำเร็จได้ จนคิดว่าต้องเอาชีวิตตัวเองเข้าแลกแล้ว ก่อนที่คุณสืบจะยิงตัวตาย ได้เขียนจดหมายถึงลูก ผมชอบคำพูดที่เขียนถึงลูกมากประมาณว่า " .. เขาว่ากันว่าการฆ่าตัวตาย จะต้องชะใช้กรรมฆ่าตัวตายอย่างนั้นอีก 20 ชาติ แต่มันจะมีประโชน์ไหม ถ้าทำอย่างนั้นได้สามารถช่วยได้อีกมากมาย ... " และมีจดหมายถึงยูเนสโก้เสนอห้วยขาแข้งเป็นมรดกโลก และพอเขายิงฆ่าตัวตายเพื่อปกป้องผืนป่าและสัตว์ป่า ยูเนสโก้ ได้ขึ้นทะเบียนให้ห้วยขาแข้งกลายเป็นมรดกโลก อย่างที่เขาคาดหวังไว้จริงๆ ผมพึ่งรู้ว่า งบประมาณในการดูแลผืนป่าที่ดีที่สุดในประเทศ 80สตางค์/ไร่/ปี
       "มนุษย์เป็นสัตว์ประเสริฐจากการสมมุติตัวเอง สัตว์ป่ามีสิทธิ์มีชีวิต มนุษย์มีสิทธิ์อะไรไปเอาชีวิตมัน" ชีวิตคนเรามีรูปถ่ายตั้งหลายใบ สุดท้ายเหลือเพียงรูปขาวดำใบสุดท้ายของชีวิต




      และ เรื่องที่ 4 ดาว เรื่องสุดท้าย ที่เอาเด็กมาสื่อถึงการทำความดีได้ดีมาก เสียดสีสังคมได้ชัดเจน
      เรื่องสื่อประมาณว่า คนในสังคมเดี๋ยวนี้ก็ทำความดีเอาหน้า คนจะทำความดีได้เมื่อได้รับประโยชน์จากการทำความดี ผมแอบมองไปไกลถึงสมุดบันทึกความดีที่เด็กทำ ว่าจริงๆแล้วเขาคิดจะอยากทำดีไหม หรือแค่ต้องทำเพราะสมุดมันบังคับให้ทำ ก็เหมือนกัน เรื่องนี้ หนุ่ย เป็นเด็กที่เรียนระดับปานกลาง เขาคิดว่าเขาทำทุกอย่างไม่ได้เรื่องเลยในสายตาพ่อของเขา เขาจึงอยากทำสักอย่างให้พ่อเขาภูมิใจ โดยเขาอยากเป็นคนเชิญธงชาติ แต่ก็ต้องเจอคู่แข่งเป็นเพื่อนร่วมห้อง(ที่เข้ามาเพราะหวังบางอย่าง) ครูได้ตั้งเกณฑ์ไว้ว่า ใครทำความดีอะไร จะให้หนึ่งดาว แล้วก็ใครได้มากที่สุดก็จะได้เชิญธง
       เพื่อนร่วมห้องของเขาก็ทำเอาหน้าสารพัดจนได้เป็นคนเชิญธงชาติที่สุด ถึงหนุ่ยจะทำไม่สำเร็จไม่ได้เป็นคนเชิญธงชาติ แต่จะมีเหตุการณ์หนึ่งที่เป็นจุดเปลี่ยนทำให้พ่อเขาเขาภูมิใจ มากกว่าเรื่องไหนๆซะอีก




       กล้าพูดได้เต็มปากเลยว่า เป็นหนังที่ทกุคนควรไปดูจริงๆ เอาเป็นว่าผมน้ำตาไหลแทบทุกเรื่อง มีครบทุกอารมณ์ มันอาจไม่ใช่หนังที่ยอดเยี่ยมที่สุด แต่ก็เป็นหนังที่ดีที่สุด

วันจันทร์ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

ซื้อของ Online ในไทยกันเถอะ!! iTrueMart vs Lazada vs Zalora

      วันนี้มาพูดถึงการซื้อของหน่อย จากเว็บขายของชื่อดังในไทยนี่แหล่ะ เนื่องจากผมเป็นคนชอบสั่งของ Online มาก เพราะขี้เกียจไปเดินซื้อเอง บวกกับสะดวกมาก มีเพื่อนมาขอคำแนะนำว่าซื้อของที่ไหนดี ก็ให้คำแนะนำไปเล็กน้อย 
      ผมว่าปัจจัยหลักที่หลายๆท่านซื้อของ Online มากขึ้น มาหลายๆอย่างเลย ถ้าเอาจากผมเองเป็นหลักก็ด้วยเหตุผลหลักไม่กี่ข้อนี้
     1. เป็นเรื่องของราคา ที่ถูกกว่าหน้าร้าน (อาจลดอยู่แล้วหรือได้ส่วนลดพิเศษ)
     2. เวลาและความขี้เกียจ ไม่อยากต้องขับรถไปร้าน ยิ่งของบางอย่างมีแต่ในห้าง กว่าจะขับรถไปถึง ปวดหัวกับหาที่จอดรถอีก กว่าจะเดินไปถึงร้านอีก เสียเวลามาก
     แต่มันก็ต้องแลกด้วยกับความเสี่ยงอีกหลายๆอย่าง อันนี้ต้องยอมรับ บางคนถามมาว่า กลัวถูกโกงไหม ของจะส่งหรือเปล่า หรือมีคุณภาพไหม? มันก็ตอบยากครับ สิ่งหนึ่งที่ทำได้ดีที่สุดคือ หารีวิวร้านค้าที่เราจะไปซื้อ เดี๋ยวนี้หาง่ายครับ ตามเว็บดังๆหลายเว็บ เช่น Pantip มีโพสเกี่ยวกับเรื่องแบบนี้เยอะครับ ผมเลยเลือกร้านค้าที่น่าเชื่อถือ มีรีวิวค่อนข้างบวก แล้วก็ไม่หลอกแน่ๆ ที่สำคัญมีร้านขายของอยู่จริง หากมีปัญหาก็ติดต่อไปสอบถามได้ตลอดเวลา ถ้าไม่ชอบหรือมีปัญหาก็สามารถคืนได้ เลยเลือกๆร้านมาเหลือร้านชื่อดังเมืองไทย 3 ร้าน ที่ผมสั่งบ่อยที่สุด คือ iTrueMart  Lazada และ Zalora แต่สามร้านนี้ก็ไม่ได้จะดีเลิศประเสริฐศรี  100% น่ะครับ ก็เห็นมีปัญหาหลายๆอย่างที่อ่านเจอ เช่น Lazada มีกรณีเอาของที่ผ่านการใช้งานแล้วมาส่ง กับร้านค้านอกที่เข้ามาขายบนเว็บที่ไม่มีคุณภาพ , iTrueMart ของหายละหว่างจัดส่ง บลาๆ

     คราวนี้มาเน้นๆ กับ สามร้านดังของเมืองไทยกันดีหว่า iTrueMart  Lazada และ Zalora เริ่มต้นด้วย iTrueMart ผมพูดเลยว่าปลื้มสุดล่ะ สั่งมาบ่อยสุดเลย เพราะเป็นร้านเดียวที่ไม่มียอดขั้นต่ำในการสั่งซื้อ แพ็คของดี และที่สำคัญผมสั่งทุกครั้งส่งแต่ Kerry ทุกครั้งเลย ครั้งนี้ลองใจสั่ง 9฿ ก็ส่งจริงแฮะ ไม่ยกเลิก order ด้วย ผมว่าค่าแพ็คของ+ค่าส่ง เกิน 9฿ ที่ผมสั่งแน่ๆ นับถือจริงๆ ใจถึงมาก

iTrueMart
            ส่วน Lazada  เพื่อนบอก่าส่ง Kerry express มาให้เหมือนกัน แต่ผมสั่งครั้งแรกก็เซ็งเป็ดเลย ส่ง EMS มาให้ครับ สั่งเกือบ 7000 แต่ส่ง EMS มาให้ น้ำตาผมจะไหล TT รวมเวลาส่งมาถึงมือผม ผมอารมณ์อยากได้พอดี พอโทรไปถามพนักงานว่าทำไมส่งไปรษณีย์ไทยมา หน้าเว็บไม่มีข้อมูลตรงไหนบอกว่าจะส่งให้ไปรษณียืไทเลย มีแต่ส่งขนส่งเอกชน พนักงานบอกว่า "ช่วงนี้คนสั่งเยอะ ต้องเร่งกระจายสินค้า" เดี๋ยวๆ มันไม่เกี่ยวกันเลย!!
           สุดท้าย Zalora ผมสั่งประมาณ 4 ครั้ง ส่ง CJ Logistics มาให้ทุกครั้งเลย รวดเร็วมาก ใส่กล่องแพ็คกิ้งดีมาเหมือน iTrueMart เลยครับ คืนเงินก็ไม่เรื่องมาก แต่ระยะเวลาเข้ากลับมาอาจนานหน่อย ขึ้นอยู่กับ bank ด้วย


บริการ ตรวจสอบสั่งซื้อ ผู้ให้บริการส่ง ระยะเวลาจัดส่ง* อื่นๆ
iTrueMart
ไม่เกิน 2 วันนับจากวันสั่ง
Kerry express
2-3 วัน
ไม่มีขั้นต่ำในการสั่ง ซื้อบาทเดียวก็ส่ง
Lazada 
1 วันนับจากที่จ่ายเงิน
Thai post
8 วัน
อีเมลล์ไปสอบถาม ช้ามากกว่าจะตอบ แนะนำโทรไปสอบถามโดยตรง
ฟรีค่าสั่ง เมื่อสั่งเกิน 999 บาท หรือ 499 ถ้าอยู่ในกรุงเทพ
Zalora
วันเดียวกับที่ชำระเงิน
 CJ Logistics
1-2 วัน
ฟรีค่าส่ง เมื่อสั่งเกิน 690 บาท
หมายเหตุ เป็นการสั่งที่ผมเจอเท่านั้น ท่านอื่นสั่งอาจแตกต่างไปจากนี้ (อาจขึ้นอยู่กับเวลาที่ผมสั่ง หรือปัจจัยอื่นๆ การจัดส่งของร้านในแต่ล่ะครั้งที่สั่ง)
                  * ส่งมาหาดใหญ่

        เดี๋ยวหลังจากนี้ถ้ามีเวลาว่างๆ จะแวะมาเขียนการสั่งของจากต่างประเทศ ไม่ว่าจากเว็บตรงๆเลน หรือหิ้วผ่านร้านค้าน่ะครับ เผื่อจะเป็นประโยชน์แก่ผู้ที่คิดจะสังครับ

วันพฤหัสบดีที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2558

ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม เพื่อสร้างสังคมไทยที่เป็นธรรม

เสวนา "ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม เพื่อสร้างสังคมไทยที่เป็นธรรม"
โดย ศ.(พิเศษ)วิชา มหาคุณ/ศ.(พิเศษ)จรัญ ภักดีธนากุล
วันที่ 6 มีนาคม 2558 
ณ ห้องทองจันทร์ฯ อาคารเรียนรวมคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์


           กระบวนการยุติธรรมเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับวิธีชีวิตของผู้คน ในทางด้านสังคมหรือทางด้านความยุติธรรม คือ ด้านความเสมอภาคและความเท่าเทียมกัน จะเห็นได้ว่า กระบวนการยุติของเราแท้จริงก็ไม่ใช่ของเราเอง ก็ลอกเลียนแบบของต่างประเทศมา แต่การลอกเลียนแบบ ปรากฏว่า ประชาชนคนไทยจริงๆก็ยังอยู่ในระบบดั้งเดิมคือระบบอุปถัมป์ ระบบอํามาตย์ หรือระบบไพร่ ถึงแม้จะไม่ได้แสดงความเป็นอํามาตย์ชัดเจน แต่ก็เห็นได้ชัดเจน มีบางบุคคลหรือคนบางกลุ่มจะได้รับสถานะ ที่เรียกว่าอภิสิทธิ์ชน หรืออภิชนาธิปไตย ระบบการปกครองโดยคนชั้นสูง ประชาชนมีส่วนร่วมในทางกฏหมายค่อนข้างจะลำบาก ชาวชนบทที่อยู่ห่างไกลความเจริญ การเข้าถึงกฏหมายเป็นเรื่องยาก เพราะความเข้าใจในตัวบทกฏหมายไม่เข้าใจ การสื่อสารที่จะบอกศาลหรือบอกคนที่เกี่ยวข้องอย่างตำรวจ เช่นหมายจับ หมายค้นเป็นยังไง มาค้นได้ยังไง ชาวชนบทที่ไม่รู้เรื่อง ยากจะที่ต่อสู้หรือโต้แย้งกับผู้มีอำนาจ

            การปฏิรูปจึงต้องทำทั้งระบบ และตัวบุคคล รวมถึงจิตสำนึกของคน บางครั้งตัวบุคคลบางทีใช้อำนาจมากกว่าความยุติธรรม ระบบที่มันเป็นอยู่ล้วนแต่มีจุดอ่อนข้อด้อยไปหมด ตัวอย่างเช่น ระบบความยุติธรรมของอาญาไทย
            1. ยังจับคนบริสุทธิมาดำเนินคดี(แพะ) คือสิ่งที่เลวร้ายที่สุดในระบบความยุติธรรมทางอาญา เหวี่ยงแหจับมาก่อน แล้วค่อยพิสูจน์ว่า ถ้า DNA ไม่ใช่แล้วค่อยปล่อย กรณีนึง จับมาแล้ว แถลงข่าวแล้ว ยอมรับแล้ว แต่ผลตรวจ DNA ว่าไม่ใช่ก็ต้องปล่อยไป หรือเป็นแพะนั่นเอง แต่ถ้าไม่มี DNA จะเป็นไง ? มันจะเดินไปสู่โทษถึงประหาร ทำไมต้องรับสารภาพ ? เพราะไม่รู้อะไรเลย ไม่รู้เลยว่าความผิดฐานนี้อย่างน้อยติดคุยอย่างน้อย 20 ปี ถึงตลอดชีวิต เราเลยต้องการการเพิ่มปริมาณหรือคุณภาพของนิติวิทยาศาสตร์สูงสุดเลย เพราะมันช่วยได้มากๆเลย 
            2. ระบบงานยุติธรรมปล่อยคนชั่วลอยนวล เพราะเขาเป็นคนยิ่งใหญ่ ผู้ทรงอิทธิพล มีอำนาจเงิน อำนาจรัฐ อำนาจเถื่อนอยู่ในมือ ทำผิดก็ไม่สามารถจับได้ คนที่เป็นเหยื่อคือกลุ่มคนเล็กคนน้อยที่ถูกทอดทิ้ง ระบบของไทยคือใยแมงมุม จับได้แต่คนเล็กคนน้อย แต่ตัวใหญ่ตัวร้ายไม่เคยติดใยแมงมุมเลย มันทะลุทะลายไปได้หมด
           3. เจ้าหน้าที่บ้านเมือง ผู้ทรงอำนาจ พวกอํามาตย์เป็นอาชญากรซะเอง ทำผิดกฏหมาย ทำร้ายประชาชนซะเอง โดยในนามของกฏหมาย ในนามของผู้รักษากฏหมาย ในนามของเจ้าหน้าที่รัฐ มันทำลายในความเคารพ ความเชื่อถือความศรัทธา ในประเทศชาติในสังคมไทย
           4. ทำอย่างไรจะให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมกับกระบวนการยุติธรรมได้ ทำอย่างไรจึงจะจัดการที่คนที่ล้นคุกอยู่ทุกวันให้น้อยลง มันเยอะขึ้นทุกวัน
           5. ความล่าช้าของกระบวนการยุติธรรม ไม่มีกรอบเวลา และคนจนจะเข้าสู่ระบบความยุติธรรมไม่ได้ มันแสนแพง บางคดีกว่า 20 ปี จุงจะถึงที่สุดในศาลฏีกา จึงตัดสินได้ คนที่ถูกละเมิดตายไปแล้ว เงินเอามาชดใช้ให้กับคนรุ่นหลัง

            ระบบความยุติธรรมที่แท้จริงคือการรับใช้ผู้คนให้อยู่เย็นเป็นสุข ให้สังคมมีความปลอดพ้นจากการใช้อำนาจในทางกดขี่ข่มแหง คนๆนึงโดนจับมาต้องเผชิญกับอำนาจรัฐตั้งแต่เริ่มต้นเลย คนจับคือคนของรัฐ คนสอบสวนก็คนของรัฐ ศาล อัยการ ก็ของรัฐ หมายความว่า ต้องยืนอยู่หน้ารัฐอันหน้าสะพรึงกลัว รัฐไม่ได้น้อมเข้าหาประชาชนเลย ในระบบสมัยใหม่ ไม่ได้มองในความยุติธรรมของรัฐ เพราะเป็นเรื่องของการครอบงำของอำนาจนิยม จะแต่มองในแง่ของความยุติธรรมของชุมชน (Community justice) ความอ่อนโยนของสังคมที่ไม่แข็งกร้าว ที่ไม่ได้ใช้อำนาจรัฐ ในการเข้ามาบริหารจัดการ

             รูปแบบของเราในรูปของรัฐไทย จะนำไปสู่ความเป็นสถาบัน คือทุกอย่างต้องเป็นระบบระบอบหมด เมื่อไปสถานีตำรวจ พอไปถึง ตำรวจจะถามว่า มาแจ้งข้อหาอะไร นี่คือความเป็นสถาบัน ไม่ใช่ความเป็นประชาชนที่จะติดต่อกับประชาชน หรือชุมชนกับชุมชนด้วยกันเอง ไม่ได้มองไปถึงรากเหง้าความเดือดร้อนของประชาชนจริงๆ

           กระบวนการยุติธรรมที่ได้รับอยู่ทุกวันนี้ จริงอยู่คือความยุติธรรม แต่มันถูกครอบงำโดยระบบ เราสามารถจะไปตั้งศาลที่โรงนา เพื่อที่จะไต่สวนสักเรื่องนึงไม่ได้ เขาบอกว่า นี่ไม่ใช่ศาล คุณต้องตั้งศาลขึ้นก่อน ศาลไม่สามารถที่จะเคลื่อนที่ไปพบกับชาวบ้าน นั่งคุยกับชาวบ้านได้ ระบบโดนครอบงำตั้งแต่แรก คนที่เข้ามาต้องได้รับเงินเดือน ได้รับค่าตอบแทน  เราจะให้ความยุติธรรมกลางคืนได้ไหม  ศาลช่วยมาหน่อย ชาวบ้านเดือดร้อน แต่จะมีคำถามว่า มีค่าตอบแทนรึเปล่า ถ้าไม่มีก็ไปเคาะเรียกประตูไม่ได้

           ใครคนเปลี่ยน ? ถ้าเป็นภายใน ไม่มีทาง คนที่อยู่ในระบบนานๆ มองเห็นว่า เปลี่ยนทำไม ไม่เห็นว่าจะทำให้อะไรดีขึ้นเลย บ้านเมืองจะดีขึ้นได้ไง ของเก่าดีอยู่แล้ว โดยเฉพาะคนที่อยู่ในระบบของศาล ในระบบของความยุติธรรม เรียกว่า เป็นพวกอนุรักษ์นิยมที่สุด ไม่มีการกล้าทุบโต๊ะบอกว่าต้องมีการเปลี่ยนแปลง ดังนั้น การเปลี่ยนแปลง ต้องมาจากชั้นล่าง คนที่เป็นประชาชน ที่เรียกว่าชุมชน ชุมชนต้องจับมือกันสร้าง Community justice ไม่จำเป็นต้องรอให้กฏหมายเกิดก่อนแต่สามารถสร้างพื้นฐานได้ มีคณะกรรมการดูแลความยุติธรรมในแต่ล่ะชุมชน ออสเตรียก็เกิดจากจุดนี้ และเป็นตัวผลักดันให้เกิดกฏหมายที่เรียกว่า Community justice Law และประเทศอื่นก็เอาอย่าง มันก็มาจากระบบโบราณ คือกำนันผู้ใหญ่บ้าน คณะกรรมการหมู่บ้าน แต่ว่าเขาพัฒนาไปถึงจุดว่า ถ้ามีเหตุการณ์เกิดขึ้น เขาสามารถใช้ความยุติธรรมในเชิงสมานฉันท์ปรองดองได้ โดยไม่ต้องไปศาล หรือถ้าหากว่าจำเป็นให้ศาลเคลื่อนที่มาคุยกัน กระบวนการยุติธรรมของออสเตรียจะเห็นได้เลยว่า ให้ศาลไปนั่งเป็นประธานในชุมชน นั่งที่โรงเรียนแห่งหนึ่งแห่งใดก็ได้ หรือว่าที่บ้านที่เป็นโรงนา แต่ของไทย ยากกก
       
         ถ้าดูในการเปลี่ยนแปลงของโลกจะเห็นว่า ไม่ว่าจะเป็นออสเตรีย นิวซีแลนส์ แคนนาดา แม้แต่สหรัญอเมริกา มองเห็นจุดสำคัญว่า ต้องเปลี่ยนแปลงจากชุมชน ไม่ใช่มาจากรัฐ ชุมชนแต่ล่ะชุมชนต้องบริหารจัดการความยุติธรรมของตัวเอง โดยสอดคล้องกับขนบธรรมเนียมประเพณีของตนเอง ซึ่งมีความแตกต่างกัน ระบบความยุติธรรมดั้งเดิมของเราคือ ต้องเหมือนกันหมด เหมือนกับการใช้ภาษาต้องมีภาษา ต้องมีกลาง ไม่ยอมรับน่ะว่าเขาเหนือน่ะ เขาใต้น่ะ เขาตะวันออก ซึ่งมีความแตกต่างกันโดยพื้นนิสัยใจคอ ทั้งเรื่องความเป็นอยู่ จะให้เหมือนกันไม่ได้ เป็นความไม่เหมือนกัน แต่อยู่ร่วมกันได้ เป็นจุดสำคัญที่สุดเป็นสังคมพหุ คือร่วมกันในความหลายหลาย จิตเจตจำนงว่าเราจะสร้างความยุติธรรม ให้แก่สังคมให้แก่บ้านเมือง แต่รูปแบบเปลี่ยนแปลงได้ ไม่ยึดรูปแบบที่บอกว่า ต้องมาจากอันนี้เป็นของหลวง เป็นของส่วนกลางต้องเหมือนกันหมด

         คณะกรรมการ Community justice เกาหลีกำลังดำเนินการเป็นประเทศล่าสุด ถือหลักว่า ยุติธรรมของชุมชนเหนือว่ายุติธรรมของรัฐ ญี่ปุ่นเปลี่ยนก็แปลงมานานแล้ว อย่างศาลยุติธรรมเวลาศาลจะตัดสินเขาจะมอง Community สำคัญกว่าความยุติธรรมรัฐ (จารีตประเพณี) ต่างจากกฏหมายเขียน เขียนมาอย่างนี้ ต้องทำอย่างนี้ กรอบมาแบบนั้นต้องทำไปแบบนั้น ต้องชัดเจน แน่นอน ไปตามลายลักษณ์อักษร

        การพัฒนาในระบบของความยุติธรรม ต้องไม่ประมาณ คำนึงถึงความพอประมาณ ความมีเหตุมีผล ต้องให้ความรู้แก่ผู้ที่อยู่ในชุมชนทุกคน ทุกคนเป็นประชา่ชนต้องมีความรู้ในด้านกฏหมาย ต้องเขาถึงกฏหมาย ที่เรีกยว่า "ทรัพยากรกฏหมาย" ไม่ใช่กฏหมายเฉยๆ กฏหมายเฉยๆก็คือ ที่เอากฏหมายมาวางที่ออกมาจากรัฐสภา ออกมาจากสภาผู้แทนราษฎร ออกมาจากวุฒิสภา ออกมาแล้วเอามาวาง ไม่ใช่กฏหมายที่เอามาใช้กับชีวิตประจำวันผู้คน เหมือนถ้าคนในพื้นป่า เขาต้องรู้ว่ามีกฏหมายใดมาปกป้องผืนป่าตรงนั้น ต้นน้ำลำธารที่ใสสะอาด จะปกป้องยังไง กฏหมายที่เอามาดูแลเป็น Legal Resources คือแปลงสภาพจากตัวบทกฏหมาย (Law) มาเป็นความสำคัญต่อวิถีชีวิต คือกรอบแนวความคิด กระบวนความคิด มองเปลี่ยนแปลงการมองกฏหมายว่าเป็นสิ่งตายตัว มาเป็นเข้ามาอยู่ในหัวใจของเรา กระบวนการที่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ อย่างเช่น ประเทศบาลซิล บริษัทข้ามชาติมาตัดไม้ทำลายป่า คนที่อยู่ในป่า คือกลุ่มคนที่เข้ามาสู่กระบวนการศึกษาหาความรู้ ว่าจะปกป้องผืนป่าทั้งป่านั้นได้ยังไง เขาทำสำเร็จแล้ว โดยที่ใช้วิธีการผนึกกำลังกันทุกคนที่อยู่ในป่า ไม่ใช่สู้กันแบบตัวใครใครตัวมัน คือการสร้างเครือข่างที่แข็งแกร่งมาก แล้วฟ้องร้องไปทั้งที่รัฐและสหประชาชาติ เดินเท้าไป เดินขบวนไปเพื่อปกป้องทรัพยากรธรรมชาติของเขาเป็นล้านคน ทำให้หยุดยั้งในการทำลายผืนป่าได้ ในที่สุดแล้วเป็นแม่แบบที่สำคัญว่า กระบวนความคิดในเรื่องการบริหารจัดการกฏหมายในเรื่องของทรัพยากรกฏหมาย ไม่ใช่กฏหมายเป็นตัวบทที่เอามาวางไว้ไม่เข้าใจ ไม่รู้เรื่อง คนที่มาให้ความรู้เรียกว่า "นักกฏหมายเท้าเปล่า (Barefoot lawyer)" คือนักกฏหมายที่ติดดิน ไม่ใช่นักกฏหมายที่บอกว่า จะได้สร้าง law firm จะเรียกเงินเยอะๆ และจะเป็นทนายให้พวกโจรด้วย แต่จะต้องเป็นนักกฏหมายที่รับใช้ประชาชน ดูแลทุกข์สุขของประชาชน

          หน้าที่คณะนิติศาสตร์ สิ่งที่มีความสำคัญที่สุดคือ การเข้าถึงข้อมูล จะต้องทำข้อมูลที่ยากให้ง่าย สะดวกต่อประชนชน ให้ประชาชนสามารถรู้ว่ากฏหมายนี้มีประโยชน์ยังไงต่อตัวเขาเอง และใช้ยังไง
ต้องสร้างเด็กรุ่นใหม่ให้สอดรับจิตสำนึกในเหตุบ้านเมือง คณะนิติศาสตร์ ตอนนี้สอนคนให้ไปเป็นคนอ่านและเขียนกฏหมาย ไม่ได้สอนคนเป็นผู้สร้างสรรค์ความยุติธรรมให้แก่สังคม มันเลยถูกขังไว้ด้วยภาษาไทยในกฏหมายหรือภาษากฏหมายไทย มันไปไม่ถึงความยุติธรรม สอนแต่ลูกศิษย์แต่กฏหมายแต่ไม่มีโอกาสได้สอนจุดหมายปลายทาง ซึ้งมันลึกซึ้งกว่าความยุติธรรม มันคือการแบกค้ำแผ่นดิน แบกค้ำประชาชนและสังคม ร่วมกับศาสตร์แขนงอื่นๆ

           การปฏิรูปตำรวจเป็นเงื่อนไขใหญ่สุดของระบบยุติธรรมของเมืองไทย ถึงเวลาแล้วต้องทำให้ตำรวจมาเป็นคนของพื้นที่ มาเป็นคนของพื้นที่ รู้จักวัฒนธรรมประเพณี รู้จักวิถีชีวิต  รู้จักจิตใจ รู้จักปัญหาของคนในพื้นที่ สมมุติพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง เรื่องของแค่สภาพภูมิประเทศอยู่ตรงไหน ซ่อนตรงไหน ตรงไหนทำเลเหมาะ ตรงไหนโทรผู้ร้ายเต็ม เอาตำรวจจากอีสาน ย้ายตำรวจจากกรุงเทพ เอาตำรวจจากทั่วประเทศไทย ให้เก่งเท่าไหร่ก็ตาม จะทำอะไรได้ ถ้าทำแล้วมันจะเข้าไปใช่เลยเหมือนในความรู้สึกของคนในพื้นที่ไหม  นี่แหล่ะเราเรียกร้องว่า เลิกส่งตำรวจจากที่อื่นมาพื้นที่นี้สักที เอาคนจากที่นี่ จะมีวิธีไหนก็ต้องแล้วแต่คนในพื้นที่คิด ให้ได้คนดีเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ เป็นอัยการ เป็นผู้พิพากษา แล้วรู้จักคนท้องถิ่น และประชาชนก็รู้จัก ว่าคนๆนี้ปล่อยให้เป็นตำรวจได้ ปล่อยให้เป็นอัยการได้ ปล่อยให้เป็นผู้พิพากษาได้ เพราะเขารู้จักมาตั้งแต่ตัวเล็กตัวน้อย ทำประโยชน์ให้สังคม ไว้ใจได้ อาจไม่เหมือนทางภาคเหนือ ไม่เหมือนทางภาคกลาง แต่มันคือคนที่นี่ มันแก้ปัญหาของคนที่นี่ได้ ทำความยุติธรรมได้  ตำรวจก็สอบตั้งแต่ลูกหลานของคนที่นี่ สอบเข้ามาเป็นตำรวจ นายร้อยตำรวจก็ต้องส่งไปจากที่นี่ส่งไปเรียนนายร้อยตำรวจ ด้วยระบบคัดกรองของเรา จบแล้วกลับมาปฏิบัติหน้าที่ที่นี่ ถ้ามันทำตัวไม่ดีก็ต้องไล่ออกจากที่นี่ ไม่ใช่ย้ายไปเกเรชาวบ้านไปภาคอื่น เหมือนกับการที่ย้ายตำรวจเกเรภาคอื่นมาทำร้ายประชาชนที่นี่ ถารมว่าทำไมไม่ระวัง เพราะเราไม่รู้จัก แต่ถ้าเป็นคนของเราเรารู้ดี  รวมถึงผู้พิพากษามองว่าไม่ค่อยอยู่ใกล้ชิด ถึงเวลาเราต้องปฏิรูปให้มันดีขึ้น รวมทั้งเจ้าหน้าที่

        ต้องมีการเขียนกฏหมายจำกัดระยะเวลา (กรอบเวลา) สำหรับเจ้าหน้าที่ทุกแผนก เจ้าหน้าที่ตำรวจล็อคด้วยกรอบเวลาเลย ตัวอย่างเช่น ถ้าจับแล้วภายใน 48 ชม.ต้องไปขออำนาจฝากขังของศาล สอบสวนคุณต้องทำให้เสร็จอย่างมาก 91 วัน หรือ 84 วัน หรือ 7 ฝาก ฝากล่ะ 12 ครั้ง เกินกว่านั้นเอาเขาไว้ไม่ได้ เว้นแต่จะให้ปล่อยชั่วคราวสัก 90 วันเท่านั้น งานของพนักงานสอบสวนยากกว่างานในขั้นศาล แต่พอคดีเข้าสู่ศาล หนึ่งปีเร็วมาก สองปีปกติ เคสนึง ศาลพึ่งตัดสินคดีที่หนึ่งของจำเลยคนเดียวกัน ใช้เวลาถึงเจ็ดปีในศาลชั้นต้นตัดสินคดีอาญา จำเลยคนนี้เลยต้องถูกขังฟรีมา 7 ปี ระหว่างพิจารณาว่าผิดของหาเล็ก ยังไม่พูดถึงข้อหาใหญ่ที่ยังไม่ตัดสินเสร็จ  เลยดูว่ามันไม่เป็นธรรมถึงจะทำผิดแต่ก็คือประชาชนคนหนึ่ง คดีนี้รวมแล้วเกือบ 20 ปี จากศาลชั้นต้นไปศาลอุทธรณ์ มันเลยต้องมีกรอบเวลาสำหรับการทำงานสำหรับอัยการและศาล ยังมีกรณีอัยการรับเรื่องเอาเข้าไปแล้วหายไป ขาดอายุความ เป็นไปได้ยังไง!! ต้องกำหนดให้ทางศาลอุทธรณ์มีกรอบเวลา ให้ศาลชั้นต้นให้พิจราณาเสร็จภายใน 1 ปี ศาลอุทธรณ์ 1 ปี ศาลฎีกา 1 ปี สรุปแล้วคดีนึงคาดหวังได้อย่างยาว 3 ปี ถือว่าพอทนได้ คนทำงานก็ต้องรู้ แต่ก็ต้องระวัง ถ้าเร่งมากคุณภาพอาจเพี้ยนแล้วมันจะเสียหายยิ่งกว่าช้า ก็ให้เงื่อนไขเพิ่มถ้าไม่เสร็จ มันซับซ้อน ยุ่งยาก เกิดอุปสรรค์ ให้ขยายเวลาได้ ครั้งล่ะ 6 เดือน ครั้งแรกขยายได้เองบันทึกในองค์คณะ ใส่เหตุผลไว้ว่าจำเป็นยังไงต้องขยาย ทำบันทึกผู้บริหารศาลทราบเท่านั้น ถ้ายังไม่เสร็จอีก มีเหตุผลสำคัญ เช่น พยานหลักฐานสำคัญยังไม่ได้มา ถ้าขืนตัดทิ้งอาจปล่อยคนชั่วไป ก็ให้ขยายได้อีก 6 เดือนเป็นครั้งที่ 2 แต่ครั้งที่ 2 ต้องอนุญาตท่านผู้บริหารศาลและคณะ และผู้ดูแลคุณภาพงานของศาลนั้น (ปีนึงไม่เกิด 10 เรื่อง ในบรรดาคดีอาญา มีประมาณ 5 แสนคดี น้อยมาก คดีนึงเสร็จก่อนหนึ่งปีด้วยซ้ำ) แต่ถ้าสองครั้งไม่เสร็จแสดงว่าคุณไม่สามารถล่ะ เปลี่ยนองค์คณะ หาคนที่สามารถมาทำ
     
       พยานวิทยาศาสตร์ ต้องทำเข้ามาใช้ การสืบพยานให้ผู้พิพากษาทำหน้าที่เป็นเสถียรบันทึกคำพยานเลิกได้แล้ว ทุกวันนี้ผู้พิพากษาของไทยไม่ได้สง่าผ่าเผย ภาคภูมิเหมือนผู้พิพากษาในสากลประเทศ ผู้พิพากษาต้องฟังให้ชัด ดูให้ชัดอากัปกริยา สังเกตดู คิด แต่ทุกวันนี้ผู้พิพากษาทำหน้าที่เป็นพนักงานบันทึกคำพยาน เป็นงานหนัก ช้า วันนึงสืบพยานบุคคลในศาล บางทีได้ครึ่งปาก พยานต้องมาครั้งที่สอง ครั้งที่สาม คนเดียวกันเลยไม่ต่อเนื่อง แต่ถ้าใช้สื่อเทคโนโลยีบันทึกภาพและเสียง พยานเล่าไปถามไป ผู้พิพากษาก็ดูไป มีอะไรสำคัญก็โน๊ตใส่โน๊ตตัวเองไว้ รายละเอียดทั้งหมดถูกบันทึกไว้โดยไม่มีใครต้องมารีไรท์อีกที คุณภาพดีด้วย เหมือนจริง เวลาอุทธรณ์ท่านก็เปิดวีดีโอดูสิ ก็เห็นเหมือนจริงแล้วใช้วิจารณญาณอันสุขขุมลุ่มลึกวิเคราะก์ว่าเป็นยังไง เร็วขึ้นแน่นอน แล้ววิทยาศานตร์บางแขนง เช่น DNA เทคโนโลยี มันแม่นมาก แม่นถึงขนาดให้พยานหลักฐานอื่นๆไม่ค่อยจำเป็นแล้ว มันก็สั้นกระชับลง พยานมาไม่ได้เพราะติดอยู่ที่ปัตตานี ใช้ video conference ไปได้เลย กฏหมายเปิดช่องอยู่แล้ว ทำได้ แต่ยังไม่ได้ทำ!! เพราะมันไม่ใช่ปัญหาของศาล แต่มันเป็นปัญหาของชาวบ้าน แล้วชาวบ้านก็ไม่มีความรู้ว่ามีสิทธิที่เรียกร้องเอาคุณภาพงาน เอาความถูกต้องเป็นธรรม ความเป็นธรรมที่กฏหมายไทยไปไม่ถึงอีกเยอะ

        ตัวอย่างกฏหมายเป็นปัญหา เคสแรก ที่หนองคาย ลุงข้ามไปลาวเอาของไปขายตอนเช้า แล้วซื้อของจากลาวกลับมาประเทศไทยตอนเย็น วันนั้นแกไปซื้อยาบ้าที่ลาวกินเพราะมันถูก ซื้อมาแล้วกินเหลือเก็บกลับมาเม็ดครึ่ง ถูกจับได้ โดยโทษจำคุก 25 ปี เพราะแกรับสารภาพมีเหตุบรรเทาโทษ กฏหมายแบบนี้ เป็นความยุติธรรมหรือกำลังทำร้ายประชาชนของเราภายใต้กฏหมาย เคสสอง ประมวลแพ่งพาณิชย์ 1331 บุคคลผู้ได้รับเงิน ไว้โดยสุจริต ไม่ต้องคืนให้เจ้าของโดยแท้จริง เพราะฉะนั้นโจรปล้นธนาคารแล้วเอาไปทำบุญ นักบุญรับไว้สุจริต ไม่ยอมคืนให้กับเจ้าของที่แท้จริงได้ไหม ? กฏหมายเปิด ตั้งแต่ พ.ศ. 2468 ต้องใช้อีกไหม ?

       ผู้ที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรมต้องตรวจสอบได้ทั้งระบบ รวมถึงตัวบุคคล หมายความว่า ได้งบประมาณมาเท่าไหร่ ต้องให้ประชาชนรู้ ตรวจสอบได้ สภาให้เงินมาด้วยเหตุใดประชาชนต้องรู้ ซื้อเครื่องไม้เครื่องมือมาทำร้ายคนรึเปล่า ประชาชนต้องรู้ จะเงียบไม่ได้ ต้องเปิดเผยหมด อย่างที่ทราบกันคือ การซื้อเครื่องมอืตรวจวัตถุระเบิด ถูกหลอกทั้งเมือง ประชาชนไม่รู้เลยว่ามันเป็นเครื่องมือที่ใช้ไม่ได้ เพราะมันไม่มีอุปกรณ์อะไร มันเป็นอุปกรณ์หลอกลวง บริษัทรับสารภาพที่อังกฤษแล้ว ขนาดนี้กำลังตรวจสอบอยู่ที่ ปปช. ซื้อกันทุกหน่วยงานทุกกองทัพ ตำรวจด้วย รวมทั้งกระทรวงยุติธรรม ไม่เคยเปิดดูข้างในว่ามันมีเครื่องมือที่ตรวจได้จริงหรือเปล่า เพราะการซื้อแบบนี้ปราศจากความโปร่งใส ซื้อมาแล้วถึงมีปัญหาจึงมาตรวจสอบกัน ถ้าหากอังกฤษไม่รับสารภาพ ไม่ตัดสินว่าใช้ไม่ได้ ประเทศไทยคงเงิบอยู่ เงิบแปลว่า งี่เง่า+เงียบ สรุปแล้วคืองงงัน ไม่รู้ว่าที่มาที่ไปมาอย่างไร ดังนั้นทำทุกอย่างต้องเปิดเผย ชุมชนต้องรู้ว่า คุณจะได้รับอะไรที่เป็นสิ่งที่ดีสำหรับเขา ที่ไม่ดีสำหรับเขา ต้องตรวจสอบได้ ศาลก็ได้ อัยการก็ดี ราชทัณฑ์ก็ดี

       ศาลขังคนที่ไม่ควรขังไว้มาก เพราะตั้งข้อกล่าวหาไว้สูง การปล่อยตัวชั่วคราวเป็นไปได้ยาก คดีปล้นฆ่า ศาลหวาดระแวงว่าไปกระทบอะไรไหม เลยเข้าไปในเรือนจำแล้วเชิญพวกถูกจองจำแล้วไม่ได้ปล่อยตัวงช่วงคราวมาคุย ปรากฏว่าทุกคนถูกตั้งข้อหาไว้สูง มีคนนึง ต๋อยเพื่อนแล้วล้มลงหัวฟาดพื้นตาย ตั้งข้อกล่าวหาฆ่าคนตาย เลยไม่ได้รับการปล่อยตัว มีคนมารับรองด้วยบุคคลให้ปล่อยตัวชั่วคราวไม่ได้

      กระบวนการยุติธรรมที่ใช้อยู่ที่เป็นระบบกล่าวหา ไม่ได้ให้ความยุติธรรมที่แท้จริงกับประชาชน ต้องเป็นระบบไต่สวน!! ในอนาคตต้องเป็นจากระบบกล่าวหาเป็นระบบไต่สวน เพราะใช้มาแล้ว 9 ปี ใน ปปช. เห็นได้ชัดว่ากระจ่างชัดกว่าระบบกล่าวหามากมาย เพราะเราสามารถเอาตัวผู้กระทำผิดแล้วโยงใยได้ตลอด เสร็จแล้วสามารถคุ้มครงพยานและกันเป็นพยานได้ในระบบ เป็นผู้ให้เบาะแสก็เป็นพยานได้แล้ว แล้วก็ศาลต้องค้นหาความจริงจนสิ้นสงสัย ไม่ใช่ยกฟ้องเพราะเหตุสงสัย กระบวนการของไทยตอนนี้ ปล่อยตัวผู้กระทำผิดไปเพราะสงสัย เยอะมากก เพราะศาลไม่มีหน้าที่ค้นหาจนกว่าจะสิ้นสงสัย ที่เป็นอย่างนี้เพราะเราไปติด วิอาญา 227 บัญญัติไว้ชัดเจนว่า ถ้ามีเหตุสงสัยตามสมควรว่าจำเลยอาจไม่ใช่คนร้ายที่กระทำผิดในคดีนั้น ก็ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย กฏหมายไปวางหลักแบบนี้ไว้แข็งกว่าแทบทุกประเทศแม้แต่ประเทศใช้ระบบกล่าวหา ไม่ได้ถือเคร่งครัดแบบนั้น แม้แต่ในอังกฤษมีกฏหมายให้อำนาจศาลแสวงหาพยานหลักฐานมาเองได้ ให้ได้ความกระจ่างชัดในทางใดทางนึงแล้วค่อยวินิฉัยชี้ขาด ถ้าผิดจริงก็จะได้ลงโทษได้คุ้มครองผู้เสียหาย แต่ถ้าเขาไม่ไ่ด้ทำความผิดก็ต้องหาหลักฐานยืนยันความบริสุทธิให้ ฟ้องเขาไปแล้วปล่อย กลายเป็นว่าคนที่โดนยกฟ้องด้วยข้อนี้เลยกลายเป็นคนเทาๆ หาพยานหลักฐานไม่ได้มายืนยันความบริสุทธิ

           ระบบกฏหมายของไทยถูกปลูกฝังว่าเอาตามกฏหมายลายลักษณ์อักษร พิจรณาคดีใช้แบบระบบก ล่าวหา ศาลแค่เป็นคนกลาง ไม่ได้เกี่ยวข้องในคดี ให้ลูกความสู้กัน  เอาพยานหลักฐานมาสู้กัน พยานหลักฐานใครดีกว่าให้คนนั้นชนะ มันกลายเป็นว่า มันไม่ใช่ค้นหาความจริงให้ปรากฏเพื่อเป็นฐานไปสู่ประสิทธิ์ประสาทหาความจริง มันเป็นการให้คะแนนนักมวยต๋อยกัน ใครต๋อยเก่งก็ชนะไป มันก็เลยผิดเพี้ยนมาจนบัดดี้

กฏหมายมนุษย์สร้าง เพื่อปูทางสู่จดหมาย 
ทางสายนี้ดีหรือร้าย ต้องดูที่ปลาย... ท้ายสุดทาง
แม้จุดหมายปลายทางจะดีแน่ แต่มากแท้อุปสรรค์ข้อขัดขวาง
ทั้งคดเคี้ยวขรุขระระหว่างทาง ต้องช่วยกันถาง ทางให้เรียบ และปลอดภัย
ทั้งต้องเป็น เส้นทางที่ยุคติธรรม  ทั้งต้องเป็นเส้นทางที่บริสุทธิ นำสู่ยุติธรรมอันสดใส
บำบัดทุกข์ บำรุงสุข ให้ชาวไทย ทำประโยชน์ ลดโทษภัย ให้สังคม

           คือหัวใจของการวางรูปแบบการบริหาร ระบบงานยุติธรรมของประเทศและระบบกฏหมาย ต้องดูที่ปลายท้ายสุดทาง ผลจะยุติ จะช่วยให้เกิความเจริญงอกงาม หรือไปทำลายสังคม  โดยเฉพาะชุมชน กระบวนการยุติธรรมตั้งขึ้นแล้ว บริหารแล้ว บังคับใช้แล้ว ตีความแล้ว จะต้องเกิดผลประโยชน์ส่งมอบความถูกต้องเป็นธรรม ความเจริฐรุ่งเรือน ความดีงามให้แก่สังคม

วันอาทิตย์ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

You please wait!!

วันนี้มีโอกาสรับจ็อบเล็กๆงานนึง
เงินโอเค ดูรายละเอียดงานไม่หนักมาก ความสามารถที่มีคิดว่ากล้วยๆ
แต่พอทำจริงต้องติดต่อกับคนมาเลเซีย สิงโปร จีน แล้วก็นิโกร
ซึ่งในรายละเอียดงานไม่ได้แจ้งไว้ อึ้งเล็กน้อย คิดว่าซวยแล้วกรู
แต่ก็ไม่ได้อะไรมากเพราะภาษาอังกฤษก็ไม่ได้แย่มาก พอคุยได้

แต่ที่รู้สึกเฟลคือ มารยาทของชาวจีน "บางคน" สมคำร่ำรือจริงๆ
พี่แกมาหลังสุดน่ะ แต่จะเอาก่อนให้ได้ ไอเราก็อารมณ์เสียสุดๆ
แต่ก็พยายาม Service-mind ให้ดีที่สุด
ไม่อยากให้เขารู้สึกไม่ดีกับเราเองและงานที่เราไปทำให้ด้วย
จนสุดท้าย ผมไม่ไหว บอก You please wait!! ดังและแน่นมาก
เขาคงรู้ถึงอารมณ์ผม แล้วก็ถอยห่างออกไปตั้งหลัก ไปยืนไกลผม
ผมก็เฟลสุดๆล่ะ เลยออกมานั่งดื่มน้ำเย็นๆให้อารมณ์ดีแล้วเข้าไปลุยต่อ

งานนี้ผมนึกว่าคงไทยน่าจะมีปัญหาน่ะ แต่กลับกัน
เมื่อปัญหาเกิดผมพร้อมเสนอทางเลือกให้ พี่ไทยยอมรับได้
ถึงบางคนบอกว่าไม่รีบ แต่ดูพฤติกรรมแล้วรีบมากก็เหอะ 555
แต่พอเสนอพี่จีนไป come back later ก็ไม่ยอมจะรอเอา อย่างเดียว
แต่พี่จีนดีๆก็มีเยอะน่ะ ยิ่งรุ่นอายุเท่าๆกัน คุยกันแล้วรู้สึกสนุกรู้เรื่องกันดีน่ะ บางคนอยากของเฟสไว้ก็มี 5555

#บ่นไปเรื่อย #วันฝนตก
ปล.พี่ที่ดูแลงานให้ตังเพิ่มเกือบจะสองเท่า รู้สึกพอหายเหนื่อยขึ้นมาหน่อย

วันพุธที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2557

ไป Barcamp ไม่กลับมา blogging เขาว่าไปไม่ถึง!! (Barcamp Songkhla #3)


    ทิ้งเวลากว่าสองเดือน กว่าว่างมาเขียนต่อให้เสร็จ เนื้อหาคงไม่ต้องถามลืมหมดแล้ว 55555 เนื่องจากติดภาระต่างๆมาก ไม่ได้ค่อยว่างเข้ามาเขียนบ่อยเหมือนแต่ก่อน ขอเอาเท่าที่ได้ล่ะกันครับ
    การไปร่วม #BarCampSK ครั้งนี้ เป็นการเข้าร่วม BarCamp ครั้งแรกในชีวิตแรก ก็เลยได้ซึมซับบรรยากาศเต็มที่ แต่ที่ดันพลากคือ เมื่อคืนนอนดึกมาก เกือบเช้า ก็เลยตื่นสายไปฟังช่วง Section เช้าไม่ทัน พูดเลยว่าผมพลาดหัวข้อดีๆไปเยอะเลยครับ


    งานปีนี้ได้จัดที่ตึกโรบอท ภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตร์ ม.อ.หาดใหญ่ ก็ใกล้ๆนี่เอง อันที่จริงคณะตัวเองนั่นแหล่ะ อิอิ ก็เข้าไปผู้จัดก็อัทยาศัยดีมาก เชิญไปลงทะเบียน แจกบัตรรับของว่าง-อาหาร+เสื้อสวยๆ 1 ตัวด้วย ผมจัดข้าว KFC ไปสองกล่องเลย (เขิลจัง) จังหวะนั้นหิวมากกกก หุหุ

   ก็มาเริ่มสาระกันดีกว่าครับ ผมได้เข้าฟัง 3 Section ด้วยกัน Section แรก Test driven development โดย พี่เฟี๊ยต ศาณศรัณย์ สุขวงศ์วิวัฒน์ (@Sansarun) ศิษย์เก่า CoE รุ่นพี่ผมเอง มีการพูดถึง Unit Testing เป็นการ Test หน่วยย่อยๆ ของ program แล้วก็  Automated testing ประมาณว่าเขียนสคริปต์ขึ้นมาทดสอบครับ ซึ่งตอนท้ายๆ @Sansarun ได้ demo สดทดสอบให้ดูด้วย ข้อดีคือ เจอBugเร็ว แล้วก็ลดภาระของการทำ System Testing ได้ แต่การที่ไม่เขียนกัน เพรามันเป็นสิ่งที่น่าเบื่อ ขี้เกียจ เขียนยาก ไม่มีเวลาเขียนหรือแม้แต่เขียน Code กากๆทำให้ส่งผลต่อการเขียน Test ได้ยาก แล้วก็พูดถึง Test-driven development (TDD) ประมาณว่าเป็นวิธีที่แก้ Bug ได้รวดเร็วไม่กระทบคนอื่น


    ต่อด้วย Cloud computing โดย @icez คนเข้าฟังเยอะมากก เนื้อหาอันนี้ลืมไปหมดจริงๆ จำได้แค่ว่า ถ้าเราจะเลือก Clound ควรจะเลือกใช้ IDC หลายๆที่กระจายไปที่ไกล เพราะเมื่อเกิดปัญหา เช่น เมื่อเร็วๆนี้ที่ IDC แห่งนึงโดนตัดไฟ จะได้มีการ Backup ข้อมูลหรือกระจายโหลดไปที่อื่นได้


    ส่วน Section สุดท้าย Hacked by 1byte-The internet worm/trojan โดยพี่ไบร์ท @br1gh7n4ry ก็พูดคุยเกี่ยวกับการเขียนไวรัส ไม่ได้เจาะลึกถึงการเขียน Code แค่รู้พื้นๆ ว่าทำได้อย่างไร เขียนกับอะไรประมาณไหน ซึ่งพี่เขาทำมาหลายเวอร์ชั่นมาก หนักสุดคือเครื่องพังแบบเปิดไม่ติดเลย แต่ก็ไม่ได้ปล่อยมา เพราะต้องการเขียนเพื่อศึกษาไม่ได้เอาไปหาผลประโยชน์เหมือน hacker คนอื่นๆทำกัน   แต่ที่ฮาที่สุดที่คาดไม่ถึงคือ ถ้าใครใส่ไฟล์เพลงชื่อ i will survive ไว้ ไวรัสจะไม่ทำงาน พี่เขาแน่มาก 55555 ซึ่งเรื่องมาแดงโดนจับได้ก็เพราะพี่เขาใช้ Code name : br1gh7n4ry นี้แหล่ะ มีอยู่คนเดียวในโลก หาGoogle ก็เจอเลย
    สิ่งหนึ่งทีไ่ด้คือ เมื่อพี่เขาพลาด เขากล้าเผชิญกับปัญหาแล้วลงมือแก้ไขมัน ผมนับถือตรงนี้มากๆ "ใครจะรู้ว่าคนสร้าง virus worm อื่นๆ อาจเป็นเดียวกับคนที่สร้างตัวทำลายสิ่งอันตรายเหล่านี้แล้วแจกจ่ายให้ใช้กัน @imetanon"


   ความรู้สึกไปงานครั้งนี้ก็สนุกดีครับ ไม่น่าเบื่อเลย ได้รู้เรื่องใหม่ๆเยอะเลย ผมว่าหัวข้อต่างๆที่ฟังเนี่ย ถ้าเราไม่มีความรู้แล้วไปนั่งฟัง มันเหมือนเป็นการอินโทร เปิดเรื่องในการเริ่มที่จะไปศึกษา หรือถ้ามีความรู้อยู่แล้วก็ได้แลกเปลี่ยน พูดคุยกัน Section พูดได้ว่า อิ่มท้อง อิ่มความรู้ สุดๆไปเลย ประทับใจการจัดครั้งนี้มาก ครั้งหน้าถ้ามีและมีโอกาส ไปอีกแน่นอนครับ :)

อันนี้รูปคืนก่อนงานเริ่ม ถ่ายไว้ที่ระลึกกลัวไม่ได้มา 55555

#BarCampSK