วันนี้มีโอกาสรับจ็อบเล็กๆงานนึง
เงินโอเค ดูรายละเอียดงานไม่หนักมาก ความสามารถที่มีคิดว่ากล้วยๆ
แต่พอทำจริงต้องติดต่อกับคนมาเลเซีย สิงโปร จีน แล้วก็นิโกร
ซึ่งในรายละเอียดงานไม่ได้แจ้งไว้ อึ้งเล็กน้อย คิดว่าซวยแล้วกรู
แต่ก็ไม่ได้อะไรมากเพราะภาษาอังกฤษก็ไม่ได้แย่มาก พอคุยได้
แต่ที่รู้สึกเฟลคือ มารยาทของชาวจีน "บางคน" สมคำร่ำรือจริงๆ
พี่แกมาหลังสุดน่ะ แต่จะเอาก่อนให้ได้ ไอเราก็อารมณ์เสียสุดๆ
แต่ก็พยายาม Service-mind ให้ดีที่สุด
ไม่อยากให้เขารู้สึกไม่ดีกับเราเองและงานที่เราไปทำให้ด้วย
จนสุดท้าย ผมไม่ไหว บอก You please wait!! ดังและแน่นมาก
เขาคงรู้ถึงอารมณ์ผม แล้วก็ถอยห่างออกไปตั้งหลัก ไปยืนไกลผม
ผมก็เฟลสุดๆล่ะ เลยออกมานั่งดื่มน้ำเย็นๆให้อารมณ์ดีแล้วเข้าไปลุยต่อ
งานนี้ผมนึกว่าคงไทยน่าจะมีปัญหาน่ะ แต่กลับกัน
เมื่อปัญหาเกิดผมพร้อมเสนอทางเลือกให้ พี่ไทยยอมรับได้
ถึงบางคนบอกว่าไม่รีบ แต่ดูพฤติกรรมแล้วรีบมากก็เหอะ 555
แต่พอเสนอพี่จีนไป come back later ก็ไม่ยอมจะรอเอา อย่างเดียว
แต่พี่จีนดีๆก็มีเยอะน่ะ ยิ่งรุ่นอายุเท่าๆกัน คุยกันแล้วรู้สึกสนุกรู้เรื่องกันดีน่ะ บางคนอยากของเฟสไว้ก็มี 5555
#บ่นไปเรื่อย #วันฝนตก
ปล.พี่ที่ดูแลงานให้ตังเพิ่มเกือบจะสองเท่า รู้สึกพอหายเหนื่อยขึ้นมาหน่อย
วันอาทิตย์ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2557
วันพุธที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2557
ไป Barcamp ไม่กลับมา blogging เขาว่าไปไม่ถึง!! (Barcamp Songkhla #3)
ทิ้งเวลากว่าสองเดือน กว่าว่างมาเขียนต่อให้เสร็จ เนื้อหาคงไม่ต้องถามลืมหมดแล้ว 55555 เนื่องจากติดภาระต่างๆมาก ไม่ได้ค่อยว่างเข้ามาเขียนบ่อยเหมือนแต่ก่อน ขอเอาเท่าที่ได้ล่ะกันครับ
การไปร่วม #BarCampSK ครั้งนี้ เป็นการเข้าร่วม BarCamp ครั้งแรกในชีวิตแรก ก็เลยได้ซึมซับบรรยากาศเต็มที่ แต่ที่ดันพลากคือ เมื่อคืนนอนดึกมาก เกือบเช้า ก็เลยตื่นสายไปฟังช่วง Section เช้าไม่ทัน พูดเลยว่าผมพลาดหัวข้อดีๆไปเยอะเลยครับ
งานปีนี้ได้จัดที่ตึกโรบอท ภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตร์ ม.อ.หาดใหญ่ ก็ใกล้ๆนี่เอง อันที่จริงคณะตัวเองนั่นแหล่ะ อิอิ ก็เข้าไปผู้จัดก็อัทยาศัยดีมาก เชิญไปลงทะเบียน แจกบัตรรับของว่าง-อาหาร+เสื้อสวยๆ 1 ตัวด้วย ผมจัดข้าว KFC ไปสองกล่องเลย (เขิลจัง) จังหวะนั้นหิวมากกกก หุหุ
ก็มาเริ่มสาระกันดีกว่าครับ ผมได้เข้าฟัง 3 Section ด้วยกัน Section แรก Test driven development โดย พี่เฟี๊ยต ศาณศรัณย์ สุขวงศ์วิวัฒน์ (@Sansarun) ศิษย์เก่า CoE รุ่นพี่ผมเอง มีการพูดถึง Unit Testing เป็นการ Test หน่วยย่อยๆ ของ program แล้วก็ Automated testing ประมาณว่าเขียนสคริปต์ขึ้นมาทดสอบครับ ซึ่งตอนท้ายๆ @Sansarun ได้ demo สดทดสอบให้ดูด้วย ข้อดีคือ เจอBugเร็ว แล้วก็ลดภาระของการทำ System Testing ได้ แต่การที่ไม่เขียนกัน เพรามันเป็นสิ่งที่น่าเบื่อ ขี้เกียจ เขียนยาก ไม่มีเวลาเขียนหรือแม้แต่เขียน Code กากๆทำให้ส่งผลต่อการเขียน Test ได้ยาก แล้วก็พูดถึง Test-driven development (TDD) ประมาณว่าเป็นวิธีที่แก้ Bug ได้รวดเร็วไม่กระทบคนอื่น
ส่วน Section สุดท้าย Hacked by 1byte-The internet worm/trojan โดยพี่ไบร์ท @br1gh7n4ry ก็พูดคุยเกี่ยวกับการเขียนไวรัส ไม่ได้เจาะลึกถึงการเขียน Code แค่รู้พื้นๆ ว่าทำได้อย่างไร เขียนกับอะไรประมาณไหน ซึ่งพี่เขาทำมาหลายเวอร์ชั่นมาก หนักสุดคือเครื่องพังแบบเปิดไม่ติดเลย แต่ก็ไม่ได้ปล่อยมา เพราะต้องการเขียนเพื่อศึกษาไม่ได้เอาไปหาผลประโยชน์เหมือน hacker คนอื่นๆทำกัน แต่ที่ฮาที่สุดที่คาดไม่ถึงคือ ถ้าใครใส่ไฟล์เพลงชื่อ i will survive ไว้ ไวรัสจะไม่ทำงาน พี่เขาแน่มาก 55555 ซึ่งเรื่องมาแดงโดนจับได้ก็เพราะพี่เขาใช้ Code name : br1gh7n4ry นี้แหล่ะ มีอยู่คนเดียวในโลก หาGoogle ก็เจอเลย
สิ่งหนึ่งทีไ่ด้คือ เมื่อพี่เขาพลาด เขากล้าเผชิญกับปัญหาแล้วลงมือแก้ไขมัน ผมนับถือตรงนี้มากๆ "ใครจะรู้ว่าคนสร้าง virus worm อื่นๆ อาจเป็นเดียวกับคนที่สร้างตัวทำลายสิ่งอันตรายเหล่านี้แล้วแจกจ่ายให้ใช้กัน @imetanon"
ความรู้สึกไปงานครั้งนี้ก็สนุกดีครับ ไม่น่าเบื่อเลย ได้รู้เรื่องใหม่ๆเยอะเลย ผมว่าหัวข้อต่างๆที่ฟังเนี่ย ถ้าเราไม่มีความรู้แล้วไปนั่งฟัง มันเหมือนเป็นการอินโทร เปิดเรื่องในการเริ่มที่จะไปศึกษา หรือถ้ามีความรู้อยู่แล้วก็ได้แลกเปลี่ยน พูดคุยกัน Section พูดได้ว่า อิ่มท้อง อิ่มความรู้ สุดๆไปเลย ประทับใจการจัดครั้งนี้มาก ครั้งหน้าถ้ามีและมีโอกาส ไปอีกแน่นอนครับ :)
![]() |
| อันนี้รูปคืนก่อนงานเริ่ม ถ่ายไว้ที่ระลึกกลัวไม่ได้มา 55555 |
![]() |
| #BarCampSK |
วันอังคารที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2557
ตรรกะป่วยๆ “ถ้าไม่อยากเปียกน้ำ ก็อย่าออกมานอกบ้านดิว่ะ”
นี้เป็นอีกปีที่ผมไม่ได้เล่นสงกรานต์ เพราะว่า เจอภาพตายายคู่นึง ท่านสูงอายุมากแล้ว
ตาขับรถส่วนยายนั่งเอียงข้างถือปิ่นโต ตาพยายามขับรถเบี่ยงไปเลนขวา แต่คงกลัวรถยนต์ผมที่ตามหลัง
เลยขับกลับไปเลนซ้าย แต่ก็เกือบประมาณกลางถนน
ยังไงแล้วก็ไม่พ้นรัศมีสาดน้ำ พอขับไปใกล้ๆกลุ่มเด็กสาดน้ำ ก็โดนสาดจนเละเลย
ยายพยามเอาเสื้อคุมมาบังปิ่นโตแล้วก็ตัวเอง
แต่ก็เอาไม่อยู่ เปียกไปหมดทั้งคู่
ผมนึกในใจขอให้ตายายกลับจากธุระเสร็จแล้วเถอะ ถ้ากำลังไปแย่แน่ๆ
ผมขับรถอยู่ด้านหลัง เห็นภาพและสีหน้าหมด เลยหมดอารมณ์เล่นทันที
เหตุการณ์คล้ายๆตอนประถมหน้าบ้านเพื่อนผมเอง ที่ทำให้ผมเลิกเล่นน้ำยาวๆเลย
ปีนั้นรวมตัวกับเพื่อนข้างๆบ้าน นัดกันไปเล่นสงกรานต์หน้าบ้านเพื่อน
มีพ่อซ้อนท้ายมากับลูก พ่อใส่เสื้อกันฝนมาคงคิดไว้แล้วว่าต้องโดนสาด แต่ลูกไม่ได้ใส่ คงมีตัวเดียว
จากนั้นพ่อขับช้าๆมาจอดแล้วเปิดกระจกหมวกกันน็อค กำลังจะบอกบางอย่าง
เพื่อนผมก็มือเร็วไปหน่อย สาดลูกเปียกหมดเลยเพราะลูกไม่ใส่เสื้อฝน
พ่อบอกว่า เห้ยอย่าสาด (ไม่ทันแล้ว) เห็นไหมจะไปส่งเด็กเรียนพิเศษ (ทำหน้าแบบโกรธมาก)
ผมหันไปดูช่องระหว่างหน้าลูกกับหลังพ่อ ก็มีแฟ้มใส่หนังสือเรียนอยู่ เงิบเลย
จากนั้นวงแตกทันที.. ขอโทษพ่อกันใหญ่ นับตั้งแต่นั้นผมเลยเลิกเลย รู้สึกผิดมาก
พึ่งเริ่มกลับมาเล่นเมื่อปีสองปีที่แล้วเอง แต่ก็เล่นแค่หน้าลีการเด้น (ห้างชื่อดังที่โดนคาร์บอมแห่งหนึ่งในจังหวัดหาดใหญ่)
หรือไปเล่นที่เล่นกันเยอะๆ เพราะไม่อยากไปสร้างความเดือนร้อนให้คนอื่น
ที่เล่าๆมา ผมก็เคยพลาดมาก่อน
ผมแค่อยากจะบอกว่า เราเล่นได้ แต่ก็อย่าไปรบกวนคนอื่นที่เขาไม่ได้เล่น ไม่อยากสนุกกับเราด้วย
เล่นสนุกแต่ตัวเอง ไปลำบากคนอื่นก็ไม่ไหว สังเกตุคนบ้าง ไม่ใช่จะสาดอย่างเดียว
บางคนเขามีเหตุผลจริงๆที่ต้องออกมา ต้องไปทำงานบ้าง ต้องกลับบ้านไปหาญาติบ้าง หรือเด็กๆไปเรียนพิเศษบ้าง
ไม่อย่างนั้นเขาคงไม่ออกมาให้ตัวเองเปียกหรอก จริงไหม ?
นึกถึงใจเขาใจเราเป็นสำคัญ ถ้าเราต้องไปธุระจริงๆแล้วโดนสาดน้ำจะรู้สึกยังไง
ปล.ขอโทษเพื่อนอาร์ม เพื่อนเนม เพื่อนเบล เพื่อนอรุ แล้วก็เพื่อนท็อปด้วย ที่พยายามลากไปเล่นให้ได้ แต่ก็ไม่ได้ไป ไว้เจอกันปีหน้าน่ะ ถ้าพวกนายกลับมาอีก :D
ตาขับรถส่วนยายนั่งเอียงข้างถือปิ่นโต ตาพยายามขับรถเบี่ยงไปเลนขวา แต่คงกลัวรถยนต์ผมที่ตามหลัง
เลยขับกลับไปเลนซ้าย แต่ก็เกือบประมาณกลางถนน
ยังไงแล้วก็ไม่พ้นรัศมีสาดน้ำ พอขับไปใกล้ๆกลุ่มเด็กสาดน้ำ ก็โดนสาดจนเละเลย
ยายพยามเอาเสื้อคุมมาบังปิ่นโตแล้วก็ตัวเอง
แต่ก็เอาไม่อยู่ เปียกไปหมดทั้งคู่
ผมนึกในใจขอให้ตายายกลับจากธุระเสร็จแล้วเถอะ ถ้ากำลังไปแย่แน่ๆ
ผมขับรถอยู่ด้านหลัง เห็นภาพและสีหน้าหมด เลยหมดอารมณ์เล่นทันที
เหตุการณ์คล้ายๆตอนประถมหน้าบ้านเพื่อนผมเอง ที่ทำให้ผมเลิกเล่นน้ำยาวๆเลย
ปีนั้นรวมตัวกับเพื่อนข้างๆบ้าน นัดกันไปเล่นสงกรานต์หน้าบ้านเพื่อน
มีพ่อซ้อนท้ายมากับลูก พ่อใส่เสื้อกันฝนมาคงคิดไว้แล้วว่าต้องโดนสาด แต่ลูกไม่ได้ใส่ คงมีตัวเดียว
จากนั้นพ่อขับช้าๆมาจอดแล้วเปิดกระจกหมวกกันน็อค กำลังจะบอกบางอย่าง
เพื่อนผมก็มือเร็วไปหน่อย สาดลูกเปียกหมดเลยเพราะลูกไม่ใส่เสื้อฝน
พ่อบอกว่า เห้ยอย่าสาด (ไม่ทันแล้ว) เห็นไหมจะไปส่งเด็กเรียนพิเศษ (ทำหน้าแบบโกรธมาก)
ผมหันไปดูช่องระหว่างหน้าลูกกับหลังพ่อ ก็มีแฟ้มใส่หนังสือเรียนอยู่ เงิบเลย
จากนั้นวงแตกทันที.. ขอโทษพ่อกันใหญ่ นับตั้งแต่นั้นผมเลยเลิกเลย รู้สึกผิดมาก
พึ่งเริ่มกลับมาเล่นเมื่อปีสองปีที่แล้วเอง แต่ก็เล่นแค่หน้าลีการเด้น (ห้างชื่อดังที่โดนคาร์บอมแห่งหนึ่งในจังหวัดหาดใหญ่)
หรือไปเล่นที่เล่นกันเยอะๆ เพราะไม่อยากไปสร้างความเดือนร้อนให้คนอื่น
ที่เล่าๆมา ผมก็เคยพลาดมาก่อน
ผมแค่อยากจะบอกว่า เราเล่นได้ แต่ก็อย่าไปรบกวนคนอื่นที่เขาไม่ได้เล่น ไม่อยากสนุกกับเราด้วย
เล่นสนุกแต่ตัวเอง ไปลำบากคนอื่นก็ไม่ไหว สังเกตุคนบ้าง ไม่ใช่จะสาดอย่างเดียว
บางคนเขามีเหตุผลจริงๆที่ต้องออกมา ต้องไปทำงานบ้าง ต้องกลับบ้านไปหาญาติบ้าง หรือเด็กๆไปเรียนพิเศษบ้าง
ไม่อย่างนั้นเขาคงไม่ออกมาให้ตัวเองเปียกหรอก จริงไหม ?
นึกถึงใจเขาใจเราเป็นสำคัญ ถ้าเราต้องไปธุระจริงๆแล้วโดนสาดน้ำจะรู้สึกยังไง
ปล.ขอโทษเพื่อนอาร์ม เพื่อนเนม เพื่อนเบล เพื่อนอรุ แล้วก็เพื่อนท็อปด้วย ที่พยายามลากไปเล่นให้ได้ แต่ก็ไม่ได้ไป ไว้เจอกันปีหน้าน่ะ ถ้าพวกนายกลับมาอีก :D
วันพฤหัสบดีที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557
(ฉบับปัจฉิม) ช่วงสุดท้ายชีวิตมหาลัยของคนอื่น แต่ไม่ใช่ผม + PSU WiFi Tester
อาทิตย์นี้เป็นอาทิตย์แห่งการสอบ ทุกคนต่างมุ่งมั่นที่จะอ่านหนังสือสอบ แต่ผม ผม ผม !! ทำลังทำ(เหี้ย) อะไรอยู่เนี่ยยย อ๊ากกก ยังจะแวะมาเขียนบล็อคอีก ไม่เข้าใจตัวเองเลยจริงๆ (เอาหน่าอีกสามวันสอบอีกรอบ ขอเวลามาเขียนสัก ช.ม.เดียวเอง ><)
อีกไม่กี่วันสอบเสร็จ เพื่อนๆในรุ่นก็ทยอยจบกันแล้ว คงจะเหลือเพื่อนส่วนน้อยที่เหลืออยู่ รวมถึงตัวผม ที่ต้องคอยเกาะกลุ่มช่วยกัน พากันเรียนให้จบซะที ทั้งหมดก็เพื่อใบปริญญาเพียงใบเดียว เอาไปฝากที่บ้านให้พ่อแม่ภูมิใจ ให้คนที่รักเราภูมิใจ แต่หนทางที่จะได้มายังลิบหลี่มาก เพราะความที่ไม่ขยันแท้ๆ ตอนนี้ยังตอบตัวเองไม่ได้เลยว่าจะจบปีไหน ชีวิตจะเป็นไงต่อ แต่ตอนนี้ที่ผมรู้ ผมได้รู้ซึ้งกับคำนึงแล้ว กับการเรียนวิศวฯ "ยากน่ะกว่าจะเข้ามาเรียนได้ แต่จะเรียนให้จบมันยากยิ่งกว่า" ...
ถามว่าอิจฉาไหมที่เห็นเพื่อนจบ "โครตอิจฉา" ถามว่าเสียใจไหมที่เราไม่จบ พูดได้เต็มปากเลยว่า "เสียใจมาก" แต่ก็ต้องหันกลับมามองตัวเอง ลองถามตัวเองดูว่าเพราะอะไรถึงเป็นแบบนี้ เพราะเราขี้เกียจรึป่าว? เพราะเราไม่ขยันหรือเปล่า? เพราะเราไม่อ่านหนังสือมันเลยรึเปล่า? เพราะเราเอาแต่เที่ยวรึเปล่าว? เพราะเราเท่าแต่ดูหนังหรือเปล่า ? ถ้ามันใช่ไปหมด ก็คงต้องรู้ตัวได้ล่ะว่าทำอะไรอยู่ (ถึงหลายๆคนจะบอกว่ารู้ตัวช้าไปน่ะ) พูดกันตามจริง ก็รู้ตัวตลอดนั่นแหล่ะ แต่มันทำไม่ได้ซักที ไม่เข้าใจเพราะอะไร ไม่เข้าใจตัวเองจริงๆ จะทำยังไงให้ความขี้เกียจออกไปจากชีวิตซะที ต้องทำยังไงน่ะ (ผมคงปฏิเสธสำหรับคำตอบไม่ได้ เพราะผมรู้คำตอบดีเช่นเคย แต่ทำไม่เคยได้อีกเช่นกัน)
วันพรีเซ่นโปรเจ็คไฟนอล วันนี้เป็นวันที่เหมือนทุกๆอย่างที่เราทำมาทั้งหมดจะต้องมาเสนอให้อาจารย์ถูกใจมากที่สุด ให้เห็นว่างานเราดี ไปใช้ได้จริง มีประโยชน์ ทำตามเป้าหมายที่วางไว้ได้สำเร็จ ผมก็ทำทุกอย่้างเต็มที่ความสามารถที่ผมคิดว่าดี (และขอช่วยคนอื่นได้) แต่ก็โดนอาจารย์ว่ากลับมาเหมือนเดิมคือ ไม่ FRIENDLY กับผู้ใช้อีกตามเคย พอทำอะไรได้ก็หยุดอยู่แค่นั้น ไม่คิดพัฒนาต่อเลย ซึ่งมันก็จริง ความรู้สึกตอนนั้นผมรู้สึกได้ถึงมุมมองที่ต่างกัน อาจารย์กำลังจะบอกว่า เห้ย มึงทำได้ถึงเป้า มึงก็ต้องทำให้ทะลุเป้าไปอีก ไม่ใช่หยุดแค่นั้น แต่มุมมองผมก็คือ ทำได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ แล้ว พอ กูไม่ทำต่อแล้ว กูเหนื่อยแล้ว กูไม่อยากติดบักอีกแล้ว งานที่ออกมาเลยไม่เห็นความก้าวหน้ามากนักในครั้งนี้
ซึ่งงานที่ผมทำสำหรับคนอื่นจะว่าง่าย ไม่มีอะไรเลย ผมก็ไม่ได้ว่าอะไร เพราะเขาไม่ได้มาทำคงไม่รู้หลอก แต่สำหรับผมผมว่ายากมากน่ะ ด้วยความที่ไม่เทพ java พอมาเขียน android ก็งานเข้าเลยเต็มๆ ไปได้ช้าโครตๆ ซึ่งมันเป็นปัญหาหลักสำหรับผมเลย ยิ่งงานที่ทำจะต้องเอา Tools Network ไปใช้บน Android เข้าอีก สำหรับผมมันยากไปอีกขั้น ตอนทำไม่ได้ ถึงขั้นท้อจะเปลี่ยนโปรเจ็คเลย (แต่ก็ต้องขอบคุณพี่กาย ห้องปิวป้าที่ช่วยจนทำได้ ถ้าไม่ได้พี่ ผมคงไปเกิดแน่ๆ) พอได้แล้วก็ต้องทำ Authen กับ Server เพื่อให้รู้ว่าใครเป็นคนใช้อยู่ ซึ่งตอนหลังเปลี่ยนไปเชื่อมต่อกับ PSU Passport เสริมอีกต่อ ทำได้แล้วต่อมาต้องทำให้ตัว Tools Network (iperf) ที่ใส่เข้าไป ดึงฟังชั่นการทำงานออกมาให้ได้มากที่สุด ต้องให้ผู้ใช้เลือกได้ต้องการที่จะทดสอบอะไร ก็ต้องไปแอนดรอยด์ไปดึงค่าจาก Jason ที่คิวรี่ข้อมูลคำสั่งที่เตรียมไว้จาก DB เรียบร้อยบแล้ว มาโชว์บนเครื่องให้ผู้ใช้เลือก จากนั้นเมื่อผู้ใช้เลือกก็ส่งคำสั่งเข้าไปใน Tools Network (iperf) ให้มันทำงานทดสอบ WiFi ไป แล้วจัดการดักค่าที่ได้ออกมาเก็บใน text file ไว้ อ้ออีกอย่างที่สำคัญคือต้องทำให้แอพฯ เก็บค่าทุกอย่างในสภาพแวดล้อมที่เครื่องจะ Get ค่าได้ส่งออกไปด้วย เช่น IP Address ,SSID ,GPS ,ระดับสัญญาณของ WiFi เพิ่มไปใน text file ส่งค่าไป Server ด้วย สำหรับงานชิ้นนี้เต็มๆเดี๋ยวถ้ามีว่างๆค่อยเขียนแยกออกมาให้ระเอียดหน่อย เพราะมีส่วนนึงทำงานกับพี่ห้องวิจัยอีกคน หวังว่าจะมีโอกาสเขียน ><
หลังจากพรีเซ่นจบก็เป็นงานปัจฉิมภาควิชา ที่มอบให้แก่พวกเรา CoE22 โดยในงานได้เชิญศิษย์เก่าพี่ประสิทธิ ตันพาณิชรัตนกุล กรรมการผู้จัดการ บจก.เอ.พี.เค.เฟอร์นิเจอร์พาราวู้ด/บจก.เอ.พี.เค.กรียนเอ็นเนอร์จี มาพูดเกี่ยวกับความพร้อมในการทำงาน เอาตรงๆว่าผมฟังไปได้สักพักก็หลับแล้ว เพราะเมื่อคืนยังไม่ได้นอน บวกกับพรีเซ่นตอนเช้าต้องจัดเตรียมยกของเหนื่อยมาก ช่วงบ่ายไปคุมแลปต่ออีก กลับมานั่งฟังตอนเย็น+แอร์เย็นๆด้วย หลับเลย แต่พอตื่นขึ้นมาก็พอได้ฟังช่วงตอนท้ายๆ ผมจับประเด็นพอได้ว่า โชคดีที่เรียนวิศวฯ ถึงงานพี่เขาไม่ได้ทำงานตรงกับวิศวฯคอมโดยตรง แต่ เพราะวิศวฯสอนให้คิดเป็นระบบก็เลยสามารถไปทำงานทุกอย่างได้ การที่เราโดนยิงโปรเจ็คเยอะๆ ถือว่าเป็นสิ่งที่ดีเพราะ ตอนทำงานจริงถ้าหัวหน้างานเป็นแบบอาจารย์ก็ต้องรับให้ได้ พี่เขาแต่งงานกับพี่ภาคเคมีด้วย ผมเลยไม่แปลกใจว่าทำไมสร้างโรงงานที่สองเกี่ยวกับพลังงานได้ โดยดึงพลังงานจากรากของต้นยางมาผลิตเป็นกระแสไฟฟ้าเลี้ยงโรงงาน ถือว่าเมพมากๆ
จากนั้นเมื่อบรรยายเสร็จ อาจารย์ก็พูดต่อว่า ว่าไม่ตั้งใจฟังพี่เขาเลย รู้สึกผิดขึ้นมาในบัดดล แล้วอาจารย์ก็ถามเพื่อน 5 คนว่า แรงบันดาลใจหรือว่าอะไรบ้างที่เราใช้ พูดมาให้ได้เยอะมากที่สุด สิ่งที่ทุกคนพูดตรงกันคือ ครอบครัว ไ่ม่ว่าจะเป็นเป็นพ่อหรือแม่ ผมชอบคำๆนึงมากมีเพื่อนอกว่า เวลาหนูทำอะไรหนูจะคิดก่อนทำ แล้วเวลาทำก็นึกถึงพ่อแม่ตลอด ผมว่าคำตอบแค่นี้มันเพียงพอแล้วสำหรับทุกอย่าง
จากนั้นให้ประธานแต่ล่ะคนออกมาพูด คนแรกจูเหนี่ยร์ คนสองก็พริก คนสามเป็นผม และคนที่สี่ก็เป็นบ็อท ตามจริงก็ไม่รู้จะพูดอะไร เพราะที่พูดไปก็คงซ้ำๆเพื่อน อีกอย่างผมว่าทุกสิ่งทุกอย่างมันเห็นๆกันอยู่แล้วว่าเป็นไง แต่ก็ต้องออกไป เห็นทุกคนพูดแต่กับครอบครัว ก็เลยขอดึงเข้าเรื่องเพื่อนว่า ที่รุ่นเรามาถึงทุกวันนี้ได้ คงไม่ต้องขอบคุณใครที่ไหน ถ้าจะขอบคุณคงต้องขอบคุณพวกเรากันเอง เพราะพวกเราช่วยกัน ถึงทำให้รุ่นมาถึงตรงนี้ได้ จากนั้นอาจารย์ก็มาให้ข้อคิดปิดท้าย ที่ผมพอจะจำได้ ช่วงนั้นสมองเบลอๆไปหน่อย จำมาได้สามอย่างคือ เวลากำหนดเป้าหมาย อย่าคิดถึงตัวเองมากนัก แล้วมันจะยิ่งใหญ่ ,แล้วก็เอาใจเขา มาใส่ใจเรา (อ.ทวีศักดิ) ก่อนทำอะไร คิดให้ดี ให้มีสติ รู้ว่าอะไรควรเชื่อและไม่ควรเชื่อ และทำอะไรต้องเชื่อถือได้และถูกต้องเสมอ (อ.แสงสุรีย์)
ปล.สุดท้ายรู้สึกโชคดีมากที่มาได้เรียนวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ ม.สงขลานครินทร์ โชคดีมากได้มาอยู่รุ่นที่ 22 ถึงไม่รู้ว่าข้างหน้าจะเป็นอย่างไร แต่รู้เพียงว่าตอนนี้คิดไม่ผิดจริงๆที่ได้มาเรียนที่นี่ คิดไม่ผิดจริงๆที่เลือกที่นี่ คิดไม่ผิดจริงๆที่ได้มาใช้ชีวิตที่นี่ และไม่คิดผิดจริงๆที่ได้มาเจอเพื่อใหม่ที่นี่ ขอให้เพื่อนๆที่จบไปประสบความสำเร็จใจชีวิต มีงานมีการทำเร็วๆ เงินเดือนสูงๆล่ะ ผมก็ต้องเรียนให้จบให้ได้ เจอกันก็อย่าลืมทักกันด้วยล่ะ :)
อีกไม่กี่วันสอบเสร็จ เพื่อนๆในรุ่นก็ทยอยจบกันแล้ว คงจะเหลือเพื่อนส่วนน้อยที่เหลืออยู่ รวมถึงตัวผม ที่ต้องคอยเกาะกลุ่มช่วยกัน พากันเรียนให้จบซะที ทั้งหมดก็เพื่อใบปริญญาเพียงใบเดียว เอาไปฝากที่บ้านให้พ่อแม่ภูมิใจ ให้คนที่รักเราภูมิใจ แต่หนทางที่จะได้มายังลิบหลี่มาก เพราะความที่ไม่ขยันแท้ๆ ตอนนี้ยังตอบตัวเองไม่ได้เลยว่าจะจบปีไหน ชีวิตจะเป็นไงต่อ แต่ตอนนี้ที่ผมรู้ ผมได้รู้ซึ้งกับคำนึงแล้ว กับการเรียนวิศวฯ "ยากน่ะกว่าจะเข้ามาเรียนได้ แต่จะเรียนให้จบมันยากยิ่งกว่า" ...
ถามว่าอิจฉาไหมที่เห็นเพื่อนจบ "โครตอิจฉา" ถามว่าเสียใจไหมที่เราไม่จบ พูดได้เต็มปากเลยว่า "เสียใจมาก" แต่ก็ต้องหันกลับมามองตัวเอง ลองถามตัวเองดูว่าเพราะอะไรถึงเป็นแบบนี้ เพราะเราขี้เกียจรึป่าว? เพราะเราไม่ขยันหรือเปล่า? เพราะเราไม่อ่านหนังสือมันเลยรึเปล่า? เพราะเราเอาแต่เที่ยวรึเปล่าว? เพราะเราเท่าแต่ดูหนังหรือเปล่า ? ถ้ามันใช่ไปหมด ก็คงต้องรู้ตัวได้ล่ะว่าทำอะไรอยู่ (ถึงหลายๆคนจะบอกว่ารู้ตัวช้าไปน่ะ) พูดกันตามจริง ก็รู้ตัวตลอดนั่นแหล่ะ แต่มันทำไม่ได้ซักที ไม่เข้าใจเพราะอะไร ไม่เข้าใจตัวเองจริงๆ จะทำยังไงให้ความขี้เกียจออกไปจากชีวิตซะที ต้องทำยังไงน่ะ (ผมคงปฏิเสธสำหรับคำตอบไม่ได้ เพราะผมรู้คำตอบดีเช่นเคย แต่ทำไม่เคยได้อีกเช่นกัน)
วันพรีเซ่นโปรเจ็คไฟนอล วันนี้เป็นวันที่เหมือนทุกๆอย่างที่เราทำมาทั้งหมดจะต้องมาเสนอให้อาจารย์ถูกใจมากที่สุด ให้เห็นว่างานเราดี ไปใช้ได้จริง มีประโยชน์ ทำตามเป้าหมายที่วางไว้ได้สำเร็จ ผมก็ทำทุกอย่้างเต็มที่ความสามารถที่ผมคิดว่าดี (และขอช่วยคนอื่นได้) แต่ก็โดนอาจารย์ว่ากลับมาเหมือนเดิมคือ ไม่ FRIENDLY กับผู้ใช้อีกตามเคย พอทำอะไรได้ก็หยุดอยู่แค่นั้น ไม่คิดพัฒนาต่อเลย ซึ่งมันก็จริง ความรู้สึกตอนนั้นผมรู้สึกได้ถึงมุมมองที่ต่างกัน อาจารย์กำลังจะบอกว่า เห้ย มึงทำได้ถึงเป้า มึงก็ต้องทำให้ทะลุเป้าไปอีก ไม่ใช่หยุดแค่นั้น แต่มุมมองผมก็คือ ทำได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ แล้ว พอ กูไม่ทำต่อแล้ว กูเหนื่อยแล้ว กูไม่อยากติดบักอีกแล้ว งานที่ออกมาเลยไม่เห็นความก้าวหน้ามากนักในครั้งนี้ ซึ่งงานที่ผมทำสำหรับคนอื่นจะว่าง่าย ไม่มีอะไรเลย ผมก็ไม่ได้ว่าอะไร เพราะเขาไม่ได้มาทำคงไม่รู้หลอก แต่สำหรับผมผมว่ายากมากน่ะ ด้วยความที่ไม่เทพ java พอมาเขียน android ก็งานเข้าเลยเต็มๆ ไปได้ช้าโครตๆ ซึ่งมันเป็นปัญหาหลักสำหรับผมเลย ยิ่งงานที่ทำจะต้องเอา Tools Network ไปใช้บน Android เข้าอีก สำหรับผมมันยากไปอีกขั้น ตอนทำไม่ได้ ถึงขั้นท้อจะเปลี่ยนโปรเจ็คเลย (แต่ก็ต้องขอบคุณพี่กาย ห้องปิวป้าที่ช่วยจนทำได้ ถ้าไม่ได้พี่ ผมคงไปเกิดแน่ๆ) พอได้แล้วก็ต้องทำ Authen กับ Server เพื่อให้รู้ว่าใครเป็นคนใช้อยู่ ซึ่งตอนหลังเปลี่ยนไปเชื่อมต่อกับ PSU Passport เสริมอีกต่อ ทำได้แล้วต่อมาต้องทำให้ตัว Tools Network (iperf) ที่ใส่เข้าไป ดึงฟังชั่นการทำงานออกมาให้ได้มากที่สุด ต้องให้ผู้ใช้เลือกได้ต้องการที่จะทดสอบอะไร ก็ต้องไปแอนดรอยด์ไปดึงค่าจาก Jason ที่คิวรี่ข้อมูลคำสั่งที่เตรียมไว้จาก DB เรียบร้อยบแล้ว มาโชว์บนเครื่องให้ผู้ใช้เลือก จากนั้นเมื่อผู้ใช้เลือกก็ส่งคำสั่งเข้าไปใน Tools Network (iperf) ให้มันทำงานทดสอบ WiFi ไป แล้วจัดการดักค่าที่ได้ออกมาเก็บใน text file ไว้ อ้ออีกอย่างที่สำคัญคือต้องทำให้แอพฯ เก็บค่าทุกอย่างในสภาพแวดล้อมที่เครื่องจะ Get ค่าได้ส่งออกไปด้วย เช่น IP Address ,SSID ,GPS ,ระดับสัญญาณของ WiFi เพิ่มไปใน text file ส่งค่าไป Server ด้วย สำหรับงานชิ้นนี้เต็มๆเดี๋ยวถ้ามีว่างๆค่อยเขียนแยกออกมาให้ระเอียดหน่อย เพราะมีส่วนนึงทำงานกับพี่ห้องวิจัยอีกคน หวังว่าจะมีโอกาสเขียน ><
หลังจากพรีเซ่นจบก็เป็นงานปัจฉิมภาควิชา ที่มอบให้แก่พวกเรา CoE22 โดยในงานได้เชิญศิษย์เก่าพี่ประสิทธิ ตันพาณิชรัตนกุล กรรมการผู้จัดการ บจก.เอ.พี.เค.เฟอร์นิเจอร์พาราวู้ด/บจก.เอ.พี.เค.กรียนเอ็นเนอร์จี มาพูดเกี่ยวกับความพร้อมในการทำงาน เอาตรงๆว่าผมฟังไปได้สักพักก็หลับแล้ว เพราะเมื่อคืนยังไม่ได้นอน บวกกับพรีเซ่นตอนเช้าต้องจัดเตรียมยกของเหนื่อยมาก ช่วงบ่ายไปคุมแลปต่ออีก กลับมานั่งฟังตอนเย็น+แอร์เย็นๆด้วย หลับเลย แต่พอตื่นขึ้นมาก็พอได้ฟังช่วงตอนท้ายๆ ผมจับประเด็นพอได้ว่า โชคดีที่เรียนวิศวฯ ถึงงานพี่เขาไม่ได้ทำงานตรงกับวิศวฯคอมโดยตรง แต่ เพราะวิศวฯสอนให้คิดเป็นระบบก็เลยสามารถไปทำงานทุกอย่างได้ การที่เราโดนยิงโปรเจ็คเยอะๆ ถือว่าเป็นสิ่งที่ดีเพราะ ตอนทำงานจริงถ้าหัวหน้างานเป็นแบบอาจารย์ก็ต้องรับให้ได้ พี่เขาแต่งงานกับพี่ภาคเคมีด้วย ผมเลยไม่แปลกใจว่าทำไมสร้างโรงงานที่สองเกี่ยวกับพลังงานได้ โดยดึงพลังงานจากรากของต้นยางมาผลิตเป็นกระแสไฟฟ้าเลี้ยงโรงงาน ถือว่าเมพมากๆ
จากนั้นเมื่อบรรยายเสร็จ อาจารย์ก็พูดต่อว่า ว่าไม่ตั้งใจฟังพี่เขาเลย รู้สึกผิดขึ้นมาในบัดดล แล้วอาจารย์ก็ถามเพื่อน 5 คนว่า แรงบันดาลใจหรือว่าอะไรบ้างที่เราใช้ พูดมาให้ได้เยอะมากที่สุด สิ่งที่ทุกคนพูดตรงกันคือ ครอบครัว ไ่ม่ว่าจะเป็นเป็นพ่อหรือแม่ ผมชอบคำๆนึงมากมีเพื่อนอกว่า เวลาหนูทำอะไรหนูจะคิดก่อนทำ แล้วเวลาทำก็นึกถึงพ่อแม่ตลอด ผมว่าคำตอบแค่นี้มันเพียงพอแล้วสำหรับทุกอย่าง
จากนั้นให้ประธานแต่ล่ะคนออกมาพูด คนแรกจูเหนี่ยร์ คนสองก็พริก คนสามเป็นผม และคนที่สี่ก็เป็นบ็อท ตามจริงก็ไม่รู้จะพูดอะไร เพราะที่พูดไปก็คงซ้ำๆเพื่อน อีกอย่างผมว่าทุกสิ่งทุกอย่างมันเห็นๆกันอยู่แล้วว่าเป็นไง แต่ก็ต้องออกไป เห็นทุกคนพูดแต่กับครอบครัว ก็เลยขอดึงเข้าเรื่องเพื่อนว่า ที่รุ่นเรามาถึงทุกวันนี้ได้ คงไม่ต้องขอบคุณใครที่ไหน ถ้าจะขอบคุณคงต้องขอบคุณพวกเรากันเอง เพราะพวกเราช่วยกัน ถึงทำให้รุ่นมาถึงตรงนี้ได้ จากนั้นอาจารย์ก็มาให้ข้อคิดปิดท้าย ที่ผมพอจะจำได้ ช่วงนั้นสมองเบลอๆไปหน่อย จำมาได้สามอย่างคือ เวลากำหนดเป้าหมาย อย่าคิดถึงตัวเองมากนัก แล้วมันจะยิ่งใหญ่ ,แล้วก็เอาใจเขา มาใส่ใจเรา (อ.ทวีศักดิ) ก่อนทำอะไร คิดให้ดี ให้มีสติ รู้ว่าอะไรควรเชื่อและไม่ควรเชื่อ และทำอะไรต้องเชื่อถือได้และถูกต้องเสมอ (อ.แสงสุรีย์)
ปล.สุดท้ายรู้สึกโชคดีมากที่มาได้เรียนวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ ม.สงขลานครินทร์ โชคดีมากได้มาอยู่รุ่นที่ 22 ถึงไม่รู้ว่าข้างหน้าจะเป็นอย่างไร แต่รู้เพียงว่าตอนนี้คิดไม่ผิดจริงๆที่ได้มาเรียนที่นี่ คิดไม่ผิดจริงๆที่เลือกที่นี่ คิดไม่ผิดจริงๆที่ได้มาใช้ชีวิตที่นี่ และไม่คิดผิดจริงๆที่ได้มาเจอเพื่อใหม่ที่นี่ ขอให้เพื่อนๆที่จบไปประสบความสำเร็จใจชีวิต มีงานมีการทำเร็วๆ เงินเดือนสูงๆล่ะ ผมก็ต้องเรียนให้จบให้ได้ เจอกันก็อย่าลืมทักกันด้วยล่ะ :)
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)








