นั่งดูเดอะวอยซ์ไทยแลนด์ย้อนหลัง มีอยู่ช่วงหนึ่งที่โค้ชสิงโตพูดถึงความสำเร็จในฐานะนักดนตรี ซึ่งพี่สิงโตหยอดข้อคิดของเขาไว้อย่างน่าประทับใจและซาบซึ้งมาก คัดออกมาให้อ่านอีกครั้ง สำหรับคนที่พลาดไม่ได้ดูรายการ:
"มีคนถามผมว่าถ้าไม่ประสบความสำเร็จทางด้านดนตรี
ชีวิตนี้จะไปทำอะไรต่อ?
ผมก็เลยถามเขากลับไปว่า
แล้วอะไรคือคำว่าประสบความสำเร็จทางด้านดนตรี?
ต้องมีชื่อเสียงโด่งดังใช่มั้ย? ต้องมีเพลงฮิตใช่มั้ย?
แบบนี้ใช่มั้ยถึงจะเรียกว่าสำเร็จ ถึงจะมีความสุข?
ผมว่าจริงๆ แล้วการที่เราได้ขึ้นมาร้องเพลงบนเวที
การที่เราได้หยิบกีตาร์มาร้องเพลงในร้านอาหาร
ผมว่าสิ่งนี้แหละคือความสำเร็จแล้ว
ถ้ากลับบ้านไป มีคนถามคุณว่าประสบความสำเร็จมั้ย?
ให้คุณตอบไปเลยว่าประสบความสำเร็จ
ตั้งแต่วันที่กล้าก้าวเข้ามาประกวดบนเวทีแห่งนี้แล้ว
เพราะฉะนั้น ไม่มีเหตุผลเลยที่คุณจะหยุดร้องเพลง
เพียงเพราะไม่ได้ถูกผมเลือกให้เข้ารอบต่อ"
สิ่งที่โค้ชสิงโตพูดในรายการ ทำให้ผมย้อนนึกถึงความสำเร็จในฐานะนักกฎหมาย ว่าดัชนี้ชี้วัดความสำเร็จของนักกฎหมายมันอยู่ตรงไหนกัน? อย่างไหนเหรอที่เรียกว่าประสบความสำเร็จ? เราจำเป็นต้องสอบเข้ารับราชการเป็นผู้พิพากษาอัยการหรือเปล่า? ต้องเป็นทนายหรือที่ปรึกษากฎหมายรายได้เดือนละหลายแสนมั้ย? หรือต้องเป็นอาจารย์สอนกฎหมายมหาวิทยาลัยดังใช่หรือเปล่า?
ผมก็เหมือนเด็กๆหลายๆคน ที่ถูกสังคมปลูกฝังความสำเร็จในแบบที่ตายตัว สมัยที่ผมเพิ่งเรียนจบใหม่อยู่ในวัยฮอร์โมนเอสโตรเจน พุ่งพล่านไปด้วยความทะเยอทะยานและความฝัน อยากร่ำรวยมีเงินทองและคนนับหน้าถือตา จึงก้มหน้าก้มตาทุ่มเททำงาน
แต่อยู่มาวันหนึ่งซึ่งเป็นหนึ่งในวันที่ชีวิตบัดซบมาก ทำงานอะไรก็ไม่ดีไปหมด กลับบ้านฝนก็ตก รถก็ติดในซอยไม่ขยับมาหลายชั่วโมง ขณะที่ผมมองออกไปนอกหน้าต่างรถแท็กซี่ กลับพบชายวัยกลางคนกำลังอุ้มลูกชายเคียงข้างภรรยาขายลูกชิ้นทอดข้างถนน ชี้ให้ลูกดูรถหรูราคาแพงที่่กำลังติดไม่ขยับ หยอกล้อกับภรรยา และหัวเราะมีความสุขกับสิ่งแวดล้อมรอบๆตัว ผมมองดูชายคนนั้นหัวเราะประหนึ่งว่าเขากำลังเยาะเย้ยมาที่พวกผมว่า
"นี่เหรอ คือ สิ่งที่พวกมึงทุ่มเทเวลาทั้งชีวิตเพื่อไล่ตามมัน พวกมึงอาจจะมีรถหรูราคาหลายสิบล้าน แต่ก็ยังไปหน้าปากซอยช้ากว่ากูเดินเสียอีก 5555"
ผมแอบตอบโต้ความคิดของผมในใจว่า "กูยังนั่งแท็กซี่อยู่เลย สัส! " 55
แต่ภาพที่เห็นตรงหน้ามันก็กระตุกต่อมความคิดผมเหมือนกันว่า นี่หรือ คือ หนทางที่เราเลือกจะเดิน เป็นหนทางสู่ความฝันที่ต้องแลกมาด้วยความเหน็ดเหนื่อยใช่มั้ย?
แล้ว.... ทำไมตอนนี้เราไม่มีความสุขวะ เราดิ้นรนไล่ตามสิ่งที่คนทั่วไปมองว่าเป็นสิ่งบ่งชี้ความสำเร็จ เรามาถูกทางแล้ว แต่ทำไมเรายังเครียดทุกวันและดูเหมือนจะมากขึ้นเรื่อยๆ ทำไมเราไม่มีเวลาออกกำลังกายจนเจ็บป่วยออดๆแอดๆ? แล้วครั้งสุดท้ายเรากลับบ้านไปหาพ่อแม่เมื่อไรนะ? นีแต่ละวันเราใช้เวลาอยู่กับใครไม่รู้มากกว่าอยู่กับคนี่เรารักเสียอีก
คิดได้อย่างนั้น ผมนี่ ตัวสั่น น้ำตาคลอเลยนะ โชเฟอร์แท็กซี่เหมือนจะรู้ เพราะผมเห็นเหลือบมองผมจากกระจกส่องหลังอยู่บ่อยๆ แทบไม่คาดคิดว่าแกจะหันกลับมาปลอบใจผมว่า
"น้อง... เดี๋ยวลงไปต่อรถไฟฟ้าเร็วกว่านะ พี่จะรีบไปส่งรถ..."
ผมจ่ายเงินและลงจากแท็กซี่ด้วยหัวใจสั่นเทิ้ม ฝนยังคงไม่หยุดตก และผมก็เปียกปอนไปทั้งตัวเพราะไม่ได้พกร่มมา มีเพียงสิ่งเดียวที่ทำให้ผมเบิกบาน คือ อย่างน้อยผมรู้แล้วว่าดัชนีวัดความสำเร็จจริงๆแล้ว คือ อะไร ? มันไม่ใช่วัดจากจำนวนเงินทอง ไม่ได้วัดจากความใหญ่โตของบ้าน หรือหน้าตาทางสังคม อะไรทั้งนั้น
แต่จริงๆแล้ว ดัชนีวัดความสำเร็จของเรา คือ ปริมาณความสุขจากสิ่งที่เรากำลังทุ่มเททำอยู่ ต่างหาก
หลายคนมีความสุขกับการทำงานเยอะๆ มีความสุขที่ตัวเองดูยุ่งตลอดเวลา บางคนมีความสุขกับการเป็นที่สนใจ บางคนมีความสุขกับความร่ำรวย ยิ่งรวยยิ่งมีความสุข ขณะที่บางคนอาจจะมีความสุขแบบพอเพียง มีความสุขกับเงินที่น้อยลงแต่เวลาที่มากขึ้น และบางคนอาจจะมีความสุขกับการอยู่เพื่อช่วยเหลือสังคมและผู้อื่น ของอย่างนี้มันชี้นำกันไม่ได้ ถ้าความรักจะออกแบบไม่ได้ ความสุขแต่ละคนก็ออกแบบไม่ได้เช่นกัน และทำให้ดัชนีความสำเร็จของแต่ละคนย่อมแตกต่างกันออกไป
อย่าเอาดัชนีความสำเร็จของตนเองไปวัดคนอื่น ขณะที่อย่าเอาดัชนีความสำเร็จของคนอื่นมาใช้กับตัวเอง
สุดท้าย ขอจบการพร่ำเพ้อไปด้วยคำสอนขององค์ดาไลลามะ ที่ผมชอบมากๆ
"มนุษย์เรานี้ ยอมสูญเสียสุขภาพเพื่อทำให้ได้เงินมา แล้วต้องยอมสูญเสียเงินตรา เพื่อฟื้นฟูรักษาสุขภาพ แล้วก็เฝ้าเป็นกังวลกับอนาคต จนไม่มีความรื่่นรมย์กับปัจจุบัน ผลที่เกิดขึ้นจริงๆ ก็คือ เขาไม่ได้อยู่กับปัจจุบันหรือแม้กระทั่งอยู่กับอนาคต เขาดำเนินชีวิตเสมือนหนึ่งว่าเขาจะไม่มีวันตาย และแล้วเขาก็ตายอย่างไม่เคยมีชีวิตอยู่จริง"
- Worraole Atcha
วันศุกร์ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2560
วันอาทิตย์ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2560
Hatyai Midnight Run 2017
บันทึก Staff งานวิ่งครั้งแรก
ประมาณตีหนึ่งกว่าๆ ผมไปอยู่จุดให้น้ำนักวิ่ง mini marathon ตรงจุดกลับตัว ก็คือ ประมาณ 5 กิโลกว่าๆ ตอนนั้นก็จะเก็บจุดล่ะ คือคิดว่าคนน่าจะหมดแล้ว เพราะเห็นรถเทศกิจขับรถเก็บกรวยมาเรื่อยๆ เจ้าหน้าที่ดูแลความปลอดภัยข้างผมก็วอถาม ปรากฏมีหว่ะ หืออ ไหนว่ะ เห็นทางนี่เงียบมาก... จากนั้นแสงสว่างไฟฉุกเฉินรถพยาบาลก็เริ่มสว่างขึ้น เข้ามาเรื่อยๆ เราก็แบบเห้ย มีคนวิ่งจริงๆ นับถือใจคนนั้นเลย คือเราว่ามันกดดันมากน่ะ เวลาเหลือคนสุดท้ายอ่ะ นอกจากกดดันตัวเองให้ทำให้ได้แล้ว ยังกดดันสภาพแวดล้อมอีก ไหนรถพยาบาลตามหลัง ไหนรถตำรวจคอยขนาบข้างดูแลรักษาความปลอดภัย
เขาก็วิ่งมาเรื่อยๆจนเห็น ว่ามีสองคนว่ะ เป็นน้องผู้ชาย คนอ้วนคนนึง แล้วก็เพื่อนคนผอมอีกคน โดยตลอดทางที่เห็นคือ น้องคนผอมจะวิ่งนำหน้าไปสักนิด แล้วจะหันหลังกลับมาดูเพื่อน พร้อมวิ่งถอยหลังไปข้างหน้าพร้อมๆกัน ทำแบบนี้ตลอดเวลา พอมาตรงจุดให้น้ำ ผมก็ถามว่าเอาน้ำไหมครับ น้องบอก เดี๋ยวค่อยเอาอีกฝั่งนึงครับ โอเค ผมก็บอกให้น้องๆช่วยย้ายโต๊ะให้ไปอีกฝั่ง น้องกลับมาจะได้ดื่ม ไม่ต้องเก็บโต๊ะน่ะ แล้วก็นั่งรอน้องประมาณเกือบ 20 นาที ทุกคนตอนนั้นผมดูสีหน้าแล้วเข้าใจความรู้สึกดีของคนทำงาน มันหนื่อย มันง่วงแล้ว อยากกลับบ้าน แต่ไม่รู้แหล่ะ น้องบอกก็ต้องรอ ผมก็พูดขึ้นมาว่า mini marathon รู้สึกเขาจะให้ time out 2 ชม.ครึ่ง ใช่ไหมครับ นี่แค่ ชม.กว่าๆ เองน่ะ พี่อีกคนนึงก็บอกใช่ มีสิทธิจะวิ่งจะเดินก็สิทธิของเขา ทุกคนก็ไม่พูดว่าอะไรต่อ
พอน้องเขามาถึงอีกครั้ง ก็แวะดื่มน้ำ แต่เหมือนน้องจะไม่อยากดื่มแฮะ รถพยาบาลก็เรียกน้องผู้ชายคนผอมเข้าไปคุย ว่าจะวิ่งถึงตอนไหน น้องเขาต่อลองเวลาไป แล้วเดินออกมา พาเพื่อนวิ่งต่อ ผมได้แต่บอกว่า สู้ๆครับ เข้าเส้นชัยให้ได้ แล้วก็เก็บจุดรถมารับกลับศูนย์ประสานงาน จากนั้นผมก็หาอะไรกิน เคียร์เงินอะไรเรียบร้อย ก็แวะไปถามพี่ที่จุดแจกเหรียญเข้าเส้นชัย ว่าน้องสองคนมายังครับ พี่เขาบอกว่าไม่มาเลย วอถามไปใกล้ถึงล่ะ เราก็เออ น้องจะถึงเปล่าว่ะ แต่คือยังไงผมเชื่อในตัวน้องเขาว่าไม่ยอมแพ้แน่นอน น้องคนผอมต้องลากเพื่อนเข้าได้แน่ๆ ก็ชวนเพื่อนอีกคนยืนรอ
และแล้วไฟฉุกเฉินมาอีกครั้ง ใกล้เข้ามาสว่างขึ้นเรื่อยๆ พร้อมกับกลุ่มรถจักรยานยนต์สองกลุ่มใหญ่คือ รถตำรวจและรถกู้ภัย มาเกือบ 20 คน แลดูยิ่งใหญ่ชิบหาย 5555 ผมรีบวิ่งไปจุดเข้าเส้นชัยที่ร้าง เพราะไม่มีนักวิ่งอยู่เลย ไม่กลับกันแล้ว ก็ไปถ่ายรูปหน้าเวทีกันหมด มีแต่ Staff ที่คอยแจกเหรียญ
จากนั้นก็เห็นผู้ชายสองคนนี้ก็เข้ามา ผมโครตอึ้งเลยหว่ะ นับถือใจน้องสองคนจริงๆ จังหว่ะนั้นคือปรบมือให้รัวๆอยู่คนเดียวเลย เพราะไม่มีใครเลย ไม่แคร์สายตาสต๊าฟคนอื่นแม่งล่ะ โครตดีใจแทน แล้วพูดออกไปว่า คิดไว้แล้วว่าต้องทำได้ เยี่ยมเลยครับ คุณแม่ก็เข้ามาขอบคุณใหญ่เลย แล้วก็ได้ยินคำนึงที่น้องคนผอมบอกว่า "มึงทำได้แล้วน่ะ 10 กิโล" เหยดดดเขร้ แม่งเอ้ยย สำหรับเราเวลาสู้เพื่ออะไรสักอย่าง พอมันสำเร็จจะมีความหมายมากจริงๆ เชื่อว่าน้องเขาคิดเป็นอย่างนั้น และคงตั้งใจไว้แล้วว่าเอาชนะให้ได้ ขอเพื่อนแบบนี้สักคนได้ไหม คนที่พร้อมจะไปด้วยกัน รู้สึกพลาดที่ไม่ได้ลงแข่ง แต่รู้สึกดีที่ได้เจอเรื่องแบบนี้น้องแมร่งเป็นแรงบรรดาลใจให้อยากวิ่งจริงๆน่ะ เติมเชื้อไฟอย่างดีเลย หวังว่ามีโอกาส จะได้ร่วมวิ่งด้วยกันสักครั้งครับ
เราอาจจะชนะ หรือ อาจจะแพ้
แต่ถ้า เราไม่สู้
.
.
..เรา แพ้ แน่นอน
.
แต่ถ้า เราไม่สู้
.
.
..เรา แพ้ แน่นอน
.
สำหรับผมนั่งวิ่งทุกคนควรได้รับเสียงปรบมือทั้งหมด เพราะเขาเอาชนะตัวเองได้ แต่คนที่พิเศษคือ คนที่เข้าคนแรก เพราะเขาเก่ง และคนที่เข้าสุดท้ายเพราะใจแกร่ง : )
วันพฤหัสบดีที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560
นี่แหล่ะผมในปีก่อน (2559)
เป็นอีกปีนึงที่มันเหมือนไม่มีอะไร แต่โครตจะมีอะไรเยอะแยะ เป็นปีที่รู้สึกว่าพยายามดิ้นรนตัวเองให้ชีวิตได้รับโอกาสมากที่สุด เจอจุดหักเหให้ต้องเลือกในชีวิตอะไรหลายๆอย่าง เป็นปีที่รู้สึกว่าเหนื่อยเหี้ยๆว่ะมึง บางครั้งจะทำอะไรก็ไม่ได้ดังใจเราเลย เป็นปีที่มีความสุขสุดๆ แต่ก็เป็นปีที่มีเรื่องแย่ๆเข้ามาสุดๆเช่นกัน ก็นั่นแหล่ะครับ สุดท้ายทุกอย่างคือประสบการณ์ที่ทำให้เราก้าวต่อไป
เริ่มต้นปีใหม่ที่ Marina Bay, Singapore
เริ่มวันแรกของปีในสิงคโปร์ กับทริป Backpacker 5 วัน เอาจริงๆที่คิดทริปนี้กะทันหันมาก ด้วยความที่ปีใหม่ไม่อยากกลับบ้าน คือกลับไปไม่รู้ทำอะไร โทรบอกเสด็จพ่อกับหม่อมไม่กลับน่ะ ไปเที่ยว เสด็จพ่อกับหม่อมแม่บอกเอาดิ ไปเลย เอาก็เอาว่ะ ไปก็ไปจะกลัวอะไร อังกฤษก็ได้แย่ขนาดนั้น คิดว่าเอาตัวรอดได้ แล้วเป็นครั้งแรกในชีวิตต่างประเทศเลยที่ไปตัวคนเดียว สนุกไปอีกแบบ สุดท้ายก็รอดกลับมาได้ ฮาาา แล้วด้วยความที่ปีนี้ไปเที่ยวเยอะมาก เลยอยากจะทำบล็อคแนะนำที่เที่ยว ไปกำลังมาเลย แต่สุดท้ายก็แพ้ความขี้เกียจ เลยล้มเลิกไป แย่
ความพยายาม ทำให้เราประสบความสำเร็จ
สุดท้ายผมก็มีรางวัลที่นับว่าโครตภูมิใจครั้งนึงในชีวิต เพราะได้ลงแข่ง NSC มันเป็นงานประกวดระดับประเทศ (The National Software Contest 2016) ชนะได้ที่ 3 ถือป้ายขึ้นเครื่องกลับบ้านมาอย่างภูมิใจ มันเป็นความรู้สึกดีที่บอกมันถูก ภาพมันไกลมาจากในหัวเรามากอ่ะ ได้ให้สัมภาษณ์ลงนิยสารหลายๆเล่ม ได้ลงหนังสือพิมพ์ เราไม่ได้บอกพ่อแม่ด้วย แต่พ่อแม่เห็นข่าวก็ดีใจไปด้วย ถึงมันไม่ได้ที่ 1 แต่ (ที่ 1 ไม่มีใครได้) อย่างน้อยก็ได้ที่ 3 เว้ย อยากจะตะโกนบอกโลกว่า กรูก็ทำได้ป่าวว่ะ จนตอนนี้ยังมีคนกด Like Fanpage คนทักมาถามอยู่ตลอด รู้สึกดีแบบบอกไม่ถูก
ก่อนที่ทุกคนเห็นผมชนะ มันก็ไม่ได้ง่ายขนาดนั้น ผมเก็บประสบการณ์จากความผิดหวังมาสองครั้ง สองครั้งเต็มๆครับ ผมไปประกวดสองที่ก่อนหน้า แต่ก็แพ้กลับมา ไปไม่ถึงฝัน ถ้าถามผมตอนนั้นว่าท้อไหม ผมตอบได้เต็มปากว่าท้อมาก มันเหนื่อย มันเสียเวลา เสียเงิน และคงบอกกับตัวเองว่าพอแล้วมั้งชู แต่ก็พยายามคิดบวกว่า เรามาเจอกรรมการไม่ชอบงานเราแค่นั้นเอง ถ้ามีกรรมการคนอื่นก็อาจชอบก็ได้ เราอาจชนะก็ได้ ขอบคุณความคิดนี้ที่ทำให้สู้ต่อ จนได้ส่ง NSC ในที่สุด
ออกไปช่วยเหลือผู้อื่น ถ้าคิดว่าตัวเองไม่มีค่า
หลังจากผมทำ NBTC:ITU Voluntees มาสามปี ตอนกลับมาปีล่าสุด เหมือนมันมีอะไรบางอย่าง ผลักดันให้ทำอะไรสักอย่างที่สร้างความเปลี่ยนแปลงและช่วยเหลือคนอื่นๆใน ม.อ. แล้วช่วงนั้นมีไฟมาก มันเป็นเวลาที่ประจบเหมาะกับที่พี่ๆหน่วยส่งเสริมอาสาสมัคร ม.อ. ที่จะตั้ง กลุ่มอาสาสมัครขึ้นมาใน ม.อ. ผมก็เอาด้วยดิ มาช่วยตั้งกัน ร่วมมือลงแรงกัน สุดท้ายจากตอนนั้นจนถึงวันนี้มันเดินมาได้ 2 ปีแล้ว รู้สึกดีเลยทีเดียว
ผลกรรม(การกระทำ)?
อาจารย์คนนึงที่ผมเคารพมาก เคยบอกไว้ว่า "อาจารย์รู้ว่าคุณมีดีอะไร คุณรู้ว่าคุณมีดีอะไร แต่คุณต้องขายตัวเองให้เป็น คุณอยู่เฉยๆไม่มีใครรู้หลอกว่าคุณเป็นยังไง คุณเก่งยังไง คุณดียังไง"
เลยตัดสินใจ เอาว่ะ ลองขายตัวเองดูบ้าง ผมยังพูดกับพี่ๆเจ้าหน้าที่เลย จะเขียนขายตัวเองยังไงเนี่ย แม่งไม่เคยซะด้วย ฮาาา แต่ก็เขียนไป เลือกส่งด้านวิชาการไป ด้วยอะไรหลายๆอย่าง มหาลัยประเมินแล้วจากที่เขียนไปให้ด้านบำเพ็ญประโยชน์มาแทน แป่ววว แต่ผมก็ดีใจครับ ดีใจมากด้วย แค่ได้ก็ดีใจแล้วไม่ว่าด้านไหน รู้สึกเป็นเกียรติในชีวิตครั้งนึงแล้ว ต้องขอบคุณภาควิชาและคณะที่สนับสนุนผมทุกโครงการที่ผ่านมา และขอบคุณพี่ๆหน่วยส่งเสริมอาสาสมัคร ม.อ. อีกครั้งครับ
เริ่มทำงานจริงๆ สักที
มันอยู่ในช่วงตัดสินใจอะไรหลายอย่างมากน่ะ ตอนแรกยังรู้สึกว่า ทำดีหรือเปล่า เอาก็เอาว่ะ ประสบการณ์ที่หาไม่ได้จากที่ไหน สุดท้ายก็มาได้ทำงานกับ สหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ (International Telecommunication Union: ITU) เป็นองค์การชำนัญพิเศษของสหประชาชาติ
เรื่องที่ดีที่สุดในชีวิต นอกจากที่ทำงานมีบอสที่ดี เพื่อนร่วมงานที่ดีโครตๆ อยู่กันแบบครอบครัวแล้ว เล่าสามวันคงไม่จบ ที่สำคัญคือ มันเป็นจุดเปลี่ยนชีวิตที่ให้เราถีบภาษาอังกฤษตัวเองขึ้นเรื่อยๆ มันทำให้คนพบว่า ภาษานี่แหล่ะสำคัญมาก มันคือใบเบิกทางในชีวิตที่จำเป็นโครตๆ ถ้าอยากไปไกล ภาษาต้องดีกว่านี้ ในทุกวันที่ทำงาน เจอแต่เกาหลี ฝรั่ง อินโดนีเซีย บลาๆ มันเลยหนีไปไหนไม่รอดแล้ว ถึงจุดนั้นมันต้องสู้แล้วกับภาษา ทำไงคุยกับเพื่อนร่วมงานรู้เรื่อง ทีมรู้เรื่อง
Work and travel in Busan, Korea
ได้โอกาสไปปูซาน ประเทศเกาหลี ที่ขึ้นชื่อว่า Smart City top of the world ตอนแรกที่รู้ว่าต้องไป นี่ปฏิเสธบอสไม่อยากไปอย่างเดียว เพราะสิ่งที่ผมกลัวที่สุดคือ ภาษา ไม่อยากไปโชว์โง่ใส่ปี๊บ ก็บอกเขาไปตรงๆ บอสไม่ยอมบอกไปเถอะ อยากพัฒนาคนของเราเองด้วย ก็เลยต้องไป TT แต่ก่อนไปบอกเกาหลีที่ไปด้วย ที่เป็นคนจัดงาน ว่า ไอไม่ขอพูดบนเวทีน่ะ ไม่ไหว เขาก็โอเคๆ พอเอาเข้าจริง เผลอไปสบตาบอส บอสเดินเข้ามาพูดว่า ไหนว่ะชู ไม่ขึ้นพูด เรามาไกลน่ะเว้ย มาทำแค่นี้ได้ไง ถ้าไม่ขึ้นพูด ทำสรุปรายงานทั้งหมดน่ะ นั่นไง เหมือนโลกกำลังจะแตก จังหวะนั้นก็เลยต้องพูด ไปขอคิวพูดกลับมา ทำเขาวุ่นวายไปหมด นั่งปั๋น Slide กับมือสั่น เตรียมพูด ก่อนขึ้นเวลา มีคำนึงจากจินนี่กับเตฮา มันเป็นกำลังใจที่ดีก่อนขึ้นเวที เลยชอบมาก I believe you Choo, I believe you can do it สุดท้ายก็ผ่านมาได้ไม่ได้เลวร้ายอย่างที่คิด
วิ่งแข่งกับตัวเอง
รู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูก ซ้อมวิ่งมาเกือบเดือน สุดท้ายเราก็ทำมันได้สำเร็จตามที่ตั้งใจไว้สักที
- Running Can Change your life
CoE 22 Meeting
รู้สึกดีที่ได้เจอเพื่อนในรุ่นกันอีกครั้ง หลังจากห่างหายไปนาน ได้มาอัพเดทชีวิตกัน พูดคุยกัน เหมือนตอนเรียนด้วยกันเลย
HBD
วัน Public เป็นวันเกิดพอดี ขอมอบของขวัญชิ้นนี้ให้ตัวเองหน่อย
#FirstTimeInJapan
อะไรที่ไม่จบก็ต้องพยายามให้มันจบ
Never give up
...
สอบ toeic 550 up
น้ำหนักต่ำกว่า 70 สักที
...
แต่ ดูจากผ่านๆมา ทำไม่ได้สักข้อ สายสุขนิยมแบบเราชอบเอาแต่ใจ
แต่ก็เอาเถอะครับ ชีวิตคนเราอยู่ได้ด้วยความหวัง
ไม่ว่าจะเรื่องอะไร โดยเฉพาะเรื่องความรัก
หรือว่ามันไม่จริง ?
: )
เริ่มต้นปีใหม่ที่ Marina Bay, Singapore
เริ่มวันแรกของปีในสิงคโปร์ กับทริป Backpacker 5 วัน เอาจริงๆที่คิดทริปนี้กะทันหันมาก ด้วยความที่ปีใหม่ไม่อยากกลับบ้าน คือกลับไปไม่รู้ทำอะไร โทรบอกเสด็จพ่อกับหม่อมไม่กลับน่ะ ไปเที่ยว เสด็จพ่อกับหม่อมแม่บอกเอาดิ ไปเลย เอาก็เอาว่ะ ไปก็ไปจะกลัวอะไร อังกฤษก็ได้แย่ขนาดนั้น คิดว่าเอาตัวรอดได้ แล้วเป็นครั้งแรกในชีวิตต่างประเทศเลยที่ไปตัวคนเดียว สนุกไปอีกแบบ สุดท้ายก็รอดกลับมาได้ ฮาาา แล้วด้วยความที่ปีนี้ไปเที่ยวเยอะมาก เลยอยากจะทำบล็อคแนะนำที่เที่ยว ไปกำลังมาเลย แต่สุดท้ายก็แพ้ความขี้เกียจ เลยล้มเลิกไป แย่
ความพยายาม ทำให้เราประสบความสำเร็จ
สุดท้ายผมก็มีรางวัลที่นับว่าโครตภูมิใจครั้งนึงในชีวิต เพราะได้ลงแข่ง NSC มันเป็นงานประกวดระดับประเทศ (The National Software Contest 2016) ชนะได้ที่ 3 ถือป้ายขึ้นเครื่องกลับบ้านมาอย่างภูมิใจ มันเป็นความรู้สึกดีที่บอกมันถูก ภาพมันไกลมาจากในหัวเรามากอ่ะ ได้ให้สัมภาษณ์ลงนิยสารหลายๆเล่ม ได้ลงหนังสือพิมพ์ เราไม่ได้บอกพ่อแม่ด้วย แต่พ่อแม่เห็นข่าวก็ดีใจไปด้วย ถึงมันไม่ได้ที่ 1 แต่ (ที่ 1 ไม่มีใครได้) อย่างน้อยก็ได้ที่ 3 เว้ย อยากจะตะโกนบอกโลกว่า กรูก็ทำได้ป่าวว่ะ จนตอนนี้ยังมีคนกด Like Fanpage คนทักมาถามอยู่ตลอด รู้สึกดีแบบบอกไม่ถูก
ก่อนที่ทุกคนเห็นผมชนะ มันก็ไม่ได้ง่ายขนาดนั้น ผมเก็บประสบการณ์จากความผิดหวังมาสองครั้ง สองครั้งเต็มๆครับ ผมไปประกวดสองที่ก่อนหน้า แต่ก็แพ้กลับมา ไปไม่ถึงฝัน ถ้าถามผมตอนนั้นว่าท้อไหม ผมตอบได้เต็มปากว่าท้อมาก มันเหนื่อย มันเสียเวลา เสียเงิน และคงบอกกับตัวเองว่าพอแล้วมั้งชู แต่ก็พยายามคิดบวกว่า เรามาเจอกรรมการไม่ชอบงานเราแค่นั้นเอง ถ้ามีกรรมการคนอื่นก็อาจชอบก็ได้ เราอาจชนะก็ได้ ขอบคุณความคิดนี้ที่ทำให้สู้ต่อ จนได้ส่ง NSC ในที่สุด
ออกไปช่วยเหลือผู้อื่น ถ้าคิดว่าตัวเองไม่มีค่า
หลังจากผมทำ NBTC:ITU Voluntees มาสามปี ตอนกลับมาปีล่าสุด เหมือนมันมีอะไรบางอย่าง ผลักดันให้ทำอะไรสักอย่างที่สร้างความเปลี่ยนแปลงและช่วยเหลือคนอื่นๆใน ม.อ. แล้วช่วงนั้นมีไฟมาก มันเป็นเวลาที่ประจบเหมาะกับที่พี่ๆหน่วยส่งเสริมอาสาสมัคร ม.อ. ที่จะตั้ง กลุ่มอาสาสมัครขึ้นมาใน ม.อ. ผมก็เอาด้วยดิ มาช่วยตั้งกัน ร่วมมือลงแรงกัน สุดท้ายจากตอนนั้นจนถึงวันนี้มันเดินมาได้ 2 ปีแล้ว รู้สึกดีเลยทีเดียว
ตอนที่ผมเป็นประธานอยู่ ได้ทำแคมเปญหนึ่ง ชื่อว่า "ทุก(ข์)ชีวิต มีค่า" ได้ต้นแบบจาก สสส. คีย์หลักเลยคือ ให้ส่งเรื่องที่ตัวเองคิดว่าทุกข์ที่สุด มาชิงรางวัล โดยรางวัลที่ได้ก็จะให้คนเหล่านี้แหล่ะ ไปช่วยเหลือคนอื่น ให้ในสิ่งที่เขามี แต่คนอื่นขาด ผมเชื่อว่ามันทำให้เขารู้สึกว่าตัวเองมีค่า และจุดไฟบางอย่างในตัวให้เดินต่อได้ และอยากอยู่บนโลกใบนี้ ผมวางแผนทำกับทีมงาน ปั๋นงานกันสองวัน ปล่อย VTR ทำ Website ประชาสัมพันธ์เรียบร้อย แต่มันก็ดันไปไม่ถึงฝั่ง เพราะขาดเงินทุนในการไปต่อ (เรื่องใหญ่มากจริงๆ) แต่เชื่อไหมครับ เรื่องสั้นที่เพื่อนๆใน ม.อ. ส่งเข้ามาเพื่อรับรางวัล ผมอ่านแล้วน้ำตาไหลเลย ผมอินจนผมรู้สึกแย่อย่างบอกไม่ถูก ไม่คิดว่าเราคิดว่าแย่แล้วอ่ะ คนอื่นยังแย่กว่าเราอีก บางคนเขียนมาแต่ไม่ให้ข้อมูลส่วนตัวมา ผมคิดว่าเขาคงแค่อยากระบายมันออกมาจริงๆ ขอโทษที่ผมทำให้มันสำเร็จไม่ได้ ขอโทษจริงๆ
อาจารย์คนนึงที่ผมเคารพมาก เคยบอกไว้ว่า "อาจารย์รู้ว่าคุณมีดีอะไร คุณรู้ว่าคุณมีดีอะไร แต่คุณต้องขายตัวเองให้เป็น คุณอยู่เฉยๆไม่มีใครรู้หลอกว่าคุณเป็นยังไง คุณเก่งยังไง คุณดียังไง"
เลยตัดสินใจ เอาว่ะ ลองขายตัวเองดูบ้าง ผมยังพูดกับพี่ๆเจ้าหน้าที่เลย จะเขียนขายตัวเองยังไงเนี่ย แม่งไม่เคยซะด้วย ฮาาา แต่ก็เขียนไป เลือกส่งด้านวิชาการไป ด้วยอะไรหลายๆอย่าง มหาลัยประเมินแล้วจากที่เขียนไปให้ด้านบำเพ็ญประโยชน์มาแทน แป่ววว แต่ผมก็ดีใจครับ ดีใจมากด้วย แค่ได้ก็ดีใจแล้วไม่ว่าด้านไหน รู้สึกเป็นเกียรติในชีวิตครั้งนึงแล้ว ต้องขอบคุณภาควิชาและคณะที่สนับสนุนผมทุกโครงการที่ผ่านมา และขอบคุณพี่ๆหน่วยส่งเสริมอาสาสมัคร ม.อ. อีกครั้งครับ
เริ่มทำงานจริงๆ สักที
มันอยู่ในช่วงตัดสินใจอะไรหลายอย่างมากน่ะ ตอนแรกยังรู้สึกว่า ทำดีหรือเปล่า เอาก็เอาว่ะ ประสบการณ์ที่หาไม่ได้จากที่ไหน สุดท้ายก็มาได้ทำงานกับ สหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ (International Telecommunication Union: ITU) เป็นองค์การชำนัญพิเศษของสหประชาชาติ
เรื่องที่ดีที่สุดในชีวิต นอกจากที่ทำงานมีบอสที่ดี เพื่อนร่วมงานที่ดีโครตๆ อยู่กันแบบครอบครัวแล้ว เล่าสามวันคงไม่จบ ที่สำคัญคือ มันเป็นจุดเปลี่ยนชีวิตที่ให้เราถีบภาษาอังกฤษตัวเองขึ้นเรื่อยๆ มันทำให้คนพบว่า ภาษานี่แหล่ะสำคัญมาก มันคือใบเบิกทางในชีวิตที่จำเป็นโครตๆ ถ้าอยากไปไกล ภาษาต้องดีกว่านี้ ในทุกวันที่ทำงาน เจอแต่เกาหลี ฝรั่ง อินโดนีเซีย บลาๆ มันเลยหนีไปไหนไม่รอดแล้ว ถึงจุดนั้นมันต้องสู้แล้วกับภาษา ทำไงคุยกับเพื่อนร่วมงานรู้เรื่อง ทีมรู้เรื่อง
พอทำงานจริงๆ มันต่างกับฝึกงาน ต่างกับงานที่เคยทำมา เราทำตัวสุขนิยมเอาแต่ใจไม่ได้แล้ว ต้องรู้จักวางตัวกับผู้ใหญ่ ต้องปรับตัวมากขึ้น เป็นคนรับผิดชอบมากๆ และต้องตรงต่อเวลาโครตๆ จำได้จนทุกวันนี้คือ ต้องไปทำงานกับเกาหลีงานนึง ผมไปสาย 10 นาที เกาหลีเขาแท็กซี่ไปเองเลย ไม่รถตู้ไปพร้อมกัน นับตั้งแต่นั้นมันสอนผมมากจริงๆ ถ้าบอสรู้คงโดนว่าแน่ๆ
Work and travel in Busan, Korea
ได้โอกาสไปปูซาน ประเทศเกาหลี ที่ขึ้นชื่อว่า Smart City top of the world ตอนแรกที่รู้ว่าต้องไป นี่ปฏิเสธบอสไม่อยากไปอย่างเดียว เพราะสิ่งที่ผมกลัวที่สุดคือ ภาษา ไม่อยากไปโชว์โง่ใส่ปี๊บ ก็บอกเขาไปตรงๆ บอสไม่ยอมบอกไปเถอะ อยากพัฒนาคนของเราเองด้วย ก็เลยต้องไป TT แต่ก่อนไปบอกเกาหลีที่ไปด้วย ที่เป็นคนจัดงาน ว่า ไอไม่ขอพูดบนเวทีน่ะ ไม่ไหว เขาก็โอเคๆ พอเอาเข้าจริง เผลอไปสบตาบอส บอสเดินเข้ามาพูดว่า ไหนว่ะชู ไม่ขึ้นพูด เรามาไกลน่ะเว้ย มาทำแค่นี้ได้ไง ถ้าไม่ขึ้นพูด ทำสรุปรายงานทั้งหมดน่ะ นั่นไง เหมือนโลกกำลังจะแตก จังหวะนั้นก็เลยต้องพูด ไปขอคิวพูดกลับมา ทำเขาวุ่นวายไปหมด นั่งปั๋น Slide กับมือสั่น เตรียมพูด ก่อนขึ้นเวลา มีคำนึงจากจินนี่กับเตฮา มันเป็นกำลังใจที่ดีก่อนขึ้นเวที เลยชอบมาก I believe you Choo, I believe you can do it สุดท้ายก็ผ่านมาได้ไม่ได้เลวร้ายอย่างที่คิด
วิ่งแข่งกับตัวเอง
รู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูก ซ้อมวิ่งมาเกือบเดือน สุดท้ายเราก็ทำมันได้สำเร็จตามที่ตั้งใจไว้สักที
- Running Can Change your life
CoE 22 Meeting
รู้สึกดีที่ได้เจอเพื่อนในรุ่นกันอีกครั้ง หลังจากห่างหายไปนาน ได้มาอัพเดทชีวิตกัน พูดคุยกัน เหมือนตอนเรียนด้วยกันเลย
HBD
วัน Public เป็นวันเกิดพอดี ขอมอบของขวัญชิ้นนี้ให้ตัวเองหน่อย
#FirstTimeInJapan
เป้าหมายในปี 2560 หล่ะ
อะไรที่ไม่จบก็ต้องพยายามให้มันจบ
Never give up
...
สอบ toeic 550 up
น้ำหนักต่ำกว่า 70 สักที
...
แต่ ดูจากผ่านๆมา ทำไม่ได้สักข้อ สายสุขนิยมแบบเราชอบเอาแต่ใจ
แต่ก็เอาเถอะครับ ชีวิตคนเราอยู่ได้ด้วยความหวัง
ไม่ว่าจะเรื่องอะไร โดยเฉพาะเรื่องความรัก
หรือว่ามันไม่จริง ?
: )
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)

